2015 Year in review

2015 Year in review ควบไตรมาส 1 ปี 2016

กว่าจะหาเวลาอัพเดทได้ ก็ปาเข้าไปเดือนเมษาเข้าให้แล้ว

สิ่งที่ได้ทำ

  • การงานเติบโตไปได้ดี ถึงแม้จะมีโอกาสดีๆ เข้ามาสม่ำเสมอ แต่ขอหยั่งรากลึกที่นี่ซะก่อน
  • ได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทเล็กๆ ปวดหัวเรื่องบัญชีจริงจัง
  • ดูแลเรื่องการเงินที่บ้านบ้างเล็กน้อย
  • ยื่นกู้ซื้อบ้าน ขอให้ผ่าน
  • สอบ Google AdWords Certificate ผ่านซะที

สิ่งที่พลาดและได้เรียนรู้

  • การบริหารทีมงาน เนื่องจากเติบโตมาจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงต้องเพิ่มทักษาความเป็นผู้นำ เป็นโค๊ชชิ่งให้มากขึ้น
  • การบริการการเงิน เรื่องใหญ่ ที่ต้องคิดได้แล้ว เพราะชีวิตดำเนินมาถึงเกือบครึ่งชีวิตแล้ว

เป้าหมายต่อไป

  • พัฒนาทีมงานให้รับมือกับลูกค้าใหญ่ๆ แคมเปญเจ๋งๆ มากขึ้น จะรู้อะไรคนเดียวไม่ได้ ทีมงานต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
  • พัฒนาตนเอง ภาษา ความเป็นผู้นำ และความเชี่ยวชาญเชิงลึกให้มากขึ้น

เรียนรู้ตลอดชีวิต

2015-08-28_2029

วันก่อนเห็นสเตตัสนี้จากพี่บอย วิสูตร นักเขียนชื่อดัง แล้วรู้สึกว่า “เออ…ใช่จริงๆด้วยว่ะ”

นึกถึงตอนทำงานที่แรกๆ เงินเดือนหมื่นกว่าบาท ทั้งๆที่ไม่ได้จบสายการตลาด บริหารธุรกิจมาโดยตรง แต่ชอบ Online Marketing ก็เลยพยายามศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง เข้าคอร์ส ฟังสัมมนาเยอะๆ อ่านหนังสือที่กูรูแนะนำ ในวันที่เริ่มงานจึงสามารถไปได้เลย แทบจะไม่มีคนสอนงาน

พอวันที่มีน้องๆ จบใหม่เข้ามาร่วมงานในทีม ค้นพบอยู่เรื่องนึงคือน้องๆ เหล่านั้นไม่มีประสบการณ์อะไรเลย จบมาก็ตรงสายอยู่หรอกนะ แต่เรื่องออนไลน์ฯ ไม่ค่อยมีเรียน มีสอนในมหาลัย โดยเฉพาะในตำแหน่งที่เราทำ ก็เลยต้องรับหน้าที่สอน ถ่ายทอดวิชาให้ อันนี้ไม่เท่าไหร่ ยอมรับได้ แต่สิ่งที่เจ็บปวดใจยิ่งกว่าคือในวันที่น้องๆ เหล่านั้นสตาร์ท เงินเดือนกลับเยอะกว่าวันที่เราเริ่ม เผลอๆ เกือบจะเท่าเรา ณ ปัจจุบันตอนนั้นกันเลยทีเดียว ซึ่งเหตุการณ์ที่ว่านี้ก็ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วนู่น ถามว่าผมรู้ได้ ก็เอ้า ผมเป็นหัวหน้า มีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ ก็เลยได้มีโอกาสได้ล่วงรู้

อยากบินสูง อย่ากลัวที่จะหนาว

อยากก้าวหน้า อย่ากลัวที่จะเรียนรู้ครับ

ถ้าทนฟังใครไม่ได้ อย่างน้อยควรทนฟังลูกค้าให้ได้

“รู้แล้ว” คำๆ นี้ได้ยินทีไรเจ็บปวดใจทุกที

บ่อยครั้งที่บรี๊ฟงาน คุยงานกับลูกค้า พาร์ทเนอร์ หรือเพื่อนร่วมงาน แล้วจะได้ยินคำนี้หลุดจากปาก จังหวะแรก โอ.เค. ไม่เป็นไร งั้นเราพูดต่อ ปรับระดับความเข้าใจ เนื้อหาที่พูดคุยให้เข้มข้นมากขึ้น สุดท้ายพอทำงานกันจริงๆ กลับกลายเป็นว่าไอ้ที่คุยกันมาตั้งแต่แรก แม่งไม่เข้าใจกันเลย ไหนบอกว่า “รู้แล้ว” ไง

ซึ่งในกระบวนการทำงานสายออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง หรือ Digital Marketing คือการขาย Service หรือบริการ การแก้ปัญหา การขาย ขยายความไอเดียของคนคิดโฆษณา วางแผนมาอย่างดี ให้ถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด รีเทิร์นกลับมาเป็นมูลค่าการซื้อหาย รวมไปถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นการรับฟังทุกๆ ฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ทราบปัญหา ความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด หาจุด Pain Point ให้เจอ เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาให้ถูกจุด

ถ้าวันนึงมอบหมายงานให้น้องๆ ในทีมทั้ง 10 คน แล้วทุกคนบอกว่า “รู้แล้ว” ซึ่งถ้าไอ้สิ่งที่รู้เข้าใจตรงกันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ล่ะ

หายนะสิครับ

สัมภาษณ์หนุ่มวิศวะคอมพ์ ม.เกษตร เบื้องหลังผู้สร้างป้ายฟรีแลนซ์

เสาร์ – อาทิตย์ที่ผ่านมา (22-23 ส.ค. 58) บน Timeline ของใครหลายๆ คนคงเต็มไปด้วยป้ายแบนเนอร์ที่ถูกดัดแปลงจากภาพยนต์ “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ” ถูกดัดแปลงเป็นอาชีพต่างๆ นาๆ และแชร์เต็มทุกโซเซียล

ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังแอพ นี้ แท้จริงแล้วเคยทำป้าย “คัดค้าน…ในแบบของคุณ” มาก่อนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในช่วงที่การเมืองไทยคุกรุ่น รวมไปถึงแอพวัดพลังชัชชาติ ในช่วงที่อดีตรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีกำลังเป็นกระแสในโลกออนไลน์

คุณัช ฉัตรมงคลพร

บทสัมภาษณ์น้องบุ๊ค นิสิตหนุ่มจากคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อยากให้แนะนำตัวสั้นๆ ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้างครับ

ชื่อคุณัช ฉัตรมงคลพร ชื่อเล่น บุ๊ค ครับ
จบประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
จบปริญญาตรี ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กำลังเรียนต่อปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำฟรีแลนซ์อยู่ระหว่างการศึกษา

จุดเริ่มต้นของ Splendith

ปกติตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนชอบสร้างผลงานออกสู่สายตาคนอื่น เริ่มจากคนใกล้ตัว ในช่วงมัธยมมักจะทำเกม หรือเว็บเล็กๆ ให้เพื่อนๆ หรือพี่น้องได้เล่นกัน แม้จะมียอดคนใช้ไม่มาก แต่ก็รักที่จะทำเรื่อยๆ ครับ ในเวลาต่อมา Social Network เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคม การแพร่กระจายข่าวเป็นไปได้ง่ายขึ้นมาก ภายหลังจึงเริ่มทำเว็บที่เปิดให้คนทั่วไปใช้งาน โดยยึดหลักของ Viral Marketing เข้าช่วย ตอนนี้จึงมีแอปหลายตัวที่แพร่การจายเป็นวงกว้างด้วยหลักการที่กล่าวมาครับ

Splendith ทำอะไรบ้าง

ถ้าหมายถึงตัวผม ตอนนี้กำลังเรียนและทำฟรีแลนซ์ไปพร้อมๆ กัน ปกติทำเว็บไซต์เป็นหลักครับ มีความฝันอยากจะมีเว็บไซต์ใหญ่ๆ เป็นของตนเอง ซึ่งในตอนนี้ในส่วนของงานฟรีแลนซ์จะเป็นการรับจ้างทำเว็บไซต์ทั่วไปครับ

ส่วนในนาม Splendith นั้นเป็นนามสมมุติที่ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้กับงานอดิเรก ทุกงานจะทำด้วยความสุขและใจรัก ไม่แสวงหาผลกำไร มักจะทำ App ตามกระแสในแต่ละช่วงครับ งานที่ทำแล้วมียอดแชร์สูงมากมีดังนี้ครับ

2015-08-24_1240

  • against.splendith.com แอพสร้างป้ายคัดค้านสำเร็จรูป มีผู้ร่วมเล่นประมาณ 500,000 คน
  • spelling.splendith.com เป็นเว็บแบบทดสอบภาษาไทยที่คำถามดูเหมือนจะง่าย แต่สอบตกกันหมด มีผู้ร่วมเล่นประมาณ 100,000 คน
  • cc.splendith.com เป็นแอพวัดพลังกับท่านชัชชาติ ตอนที่ท่านกำลังเป็นกระแสครับ

นอกเหนือจากนี้ได้ร่วมงานกับ WWF-Thailand ในการพัฒนาแอปสร้างป้ายชื่อ ช. ช้าง ที่ www.chorchang.org และเว็บปิดไฟออนไลน์จากโครงการปิดเพื่อเปลี่ยน www.pidfai.com ซึ่งทั้งสองโครงการนี้ล้วนเป็นงานอาสาฯ

ที่มา ที่ไปของการทำป้าย Freelance

ในช่วงที่ผ่านมานั้น กระแสของภาพยนตร์ฟรีแลนซ์ฯ มาแรงมาก ช่วงนั้นมีเพจดังๆ ทำป้ายล้อเลียนภาพยนตร์เป็นกลุ่มเล็กๆ หลายคนเห็นป้ายก็อยากมีเป็นของตัวเองบ้าง แต่ติดปัญหาเรื่องการใช้โปรแกรมตัดต่อภาพ ผมจึงคิดว่าหากคนทั่วไปสร้างขึ้นเองได้อย่างง่ายแล้ว คงเกิดการแลกเปลี่ยนข้อความกันเยอะแน่ๆ จึงมีไอเดียทำแอพออกมาในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชั่นสำเร็จรูปที่ใช้งานง่ายที่สุด และสามารถเข้าถึงได้ทุกคน

ตัวเลขผู้เข้ามาใช้บริการที่น่าสนใจ

ช่วงแรกๆ ที่ลงนั้นมีผู้ใช้งานยังไม่เยอะ หลังจากนั้นเริ่มมีผู้แชร์มากขึ้นเรื่อยๆ จนมีเซเล็บออนไลน์แชร์เว็บเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผู้เข้าใจงานพร้อมกันมหาศาล ส่งผลให้เว็บไซต์ล่มลงทันที จำนวนผู้ใช้เยอะกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้มาก จึงไม่ได้วางแผนเซิฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพเอาไว้ ช่วงนั้นแก้เว็บหนักมากครับ

สถิติที่น่าสนใจของคนเข้าร่วมสร้างป้ายฟรีแลนซ์คือ 75% มาจากสมาร์ทโฟน มีเพียง 20% เท่านั้นที่สร้างป้ายจากเดสท็อป และอีก 5% อื่นๆ คาดว่าน่าจะเป็นแท็บเล็ต

ในวันแรกที่เปิดใช้งานคือวันที่ 22 สิงหาคม 2558 ประมาณ 11.oo น. เว็บไซต์เริ่มมีคนเข้าขึ้นถึงประมาณ 30,000 คน ในช่วง 5-6 โมงเย็น ช่วงค่ำมีประมาณ 60,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 คนตอนเที่ยงคืน และในวันถัดมานั้น มียอดผู้ใช้งานยังไม่ตกลง และปัจจุบันมียอดผู้ใช้งานถึง 700,000 คน (วันที่ 23 สิงหาคม เวลาประมาณ 18.00 น.) และคาดว่าจะถึงหลักล้านคน ทั้งนี้ขอขอบคุณสื่อต่างๆ ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ และผู้ใช้งานทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ผลักดันเว็บนี้จนประสบความสำเร็จได้ครับ

ยกตัวอย่างป้าย Freelance ที่น่าสนใจซัก 3 ป้าย


เครดิต: https://twitter.com/cyaninp/status/635069560396230657
อันนี้อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนวัยครับ

01-หมี
หมี – ห้ามซื้อเสื้อผ้า.. ห้ามซื้อเครื่องสำอาง.. ห้ามไม่ได้สักอย่าง.. – ของเพจ คนอะไรเป็นแฟนหมี

03-อีเจี๊ยบ
อีเจี๊ยบ เลียบด่วน – ห้ามปากหมา.. ห้ามดูนม.. ห้ามอมของแจก – คนที่ติดตามเพจนี้มาตลอดจะรู้ดีว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นห้ามไม่ได้สักอย่างครับ ฮ่าๆ

04-บีโทเฟ่น

บีโธเฟ่น – ห้าม.. ห้าม.. ห้าม.. ห่าม – เห็นเยอะมากๆ แต่คิดว่าต้นฉบับเป็นของคุณ Parimeth Wongsatayanon ส่วนตัวชอบอันนี้มากครับ เนื่องจากมีความครีเอทสูง ใช้คำว่าห้ามได้แหวกแนวมากๆ
อยากฝากอะไรให้แฟนๆ GTH และคนที่มีอาชีพฟรีแลนซ์บ้าง

สำหรับแฟนๆ GTH ผมอยากจะขอบคุณอีกครั้งสำหรับการใช้งานเว็บแอปพลิเคชัน และคิดว่าทุกท่านคาดหวังกับภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้สูงมาก ยิ่งด้วยความเป็น GTH นั่นไม่เคยทำให้ผิดหวังอยู่แล้ว เรื่อง “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ” ที่กำลังจะฉายนี้จะต้องเป็นหนังคุณภาพเรื่องหนึ่งแน่นอน แฟนๆ GTH ทุกๆ ท่านห้ามพลาดเลยนะครับ ขอให้สนุกกับการชมภาพยนตร์ครับ

ส่วนคนที่มีอาชีพฟรีแลนซ์ ขึ้นชื่อว่าฟรีแลนซ์ ผมคิดว่าทุกคนต้องมี “ความแตกต่าง” อยู่ในตัว เพราะผลงานที่แตกต่าง เป็นตัววัดคุณภาพของฟรีแลนซ์เลยทีเดียว ผมคิดว่าฟรีแลนซ์ที่ยิ่งประสบความสำเร็จ คือฟรีแลนซ์ที่ยิ่ง “ดึงความแตกต่าง” ของตัวเองได้มากครับ อยากฝากให้ฟรีแลนซ์ทุกๆ ท่าน แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด และทำทุกอย่างด้วยใจรักและความสุข และสุดท้ายขออวยพรให้ประสบความสำเร็จกับงานที่ทำ เจอลูกค้าดีๆ งานเสร็จได้รับเงินรวดเร็วทันใจทุกท่านนะครับ ^^

2015-08-24_1246

บุ๊ค คุณัช ฉัตรมงคลพร

https://www.facebook.com/kunuch.thebook

5 เรื่องที่ผมได้เรียนรู้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา

จริงๆ ที่มีอยู่ในหัวไม่ถึง 5 เรื่องหรอก จั๋วหัวเรียกแขกไปงั้น

เรื่องมีอยู่ว่าช่วงนี้แหล่ะ กลางๆ ปีเป็นฤดูเปลี่ยนงานของใครหลายๆ คน เมื่อปีที่แล้วผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนตัวเปลี่ยนงานบ่อยหรือไม่บ่อยไม่รู้ เพราะไม่ทราบดัชนีชี้วัดว่าอยู่ตรงไหน แต่โดยเฉลี่ยมีอายุงาน 1 – 2 ปี เพราะเป็นคนชอบเรียนรู้ อยากทำเป็น อย่ากเก่ง อยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

พอชีวิตผ่านการทำงานมาช่วงนึง เริ่มได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง ก็เลยขอโน๊ต จดบันทึก และแบ่งปัน

tuscany-428041_1280

  1. การเปลี่ยนงานคือการเปลี่ยนที่เผชิญปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหา อันนี้รู้และเข้าใจมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะมีพี่ๆที่เคารพเคยบอกมา แต่เห็นคนรอบข้างชอบบ่น คนที่บ่นเยอะๆ ว่าเจอปัญหานี่ ปัญหานั้น ไม่พอใจ เดี๋ยวก็จะลาออก คนที่พูดแบบนี้ส่วนใหญ่จะอยู่นาน อาจจะด้วยภาระ ปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เขาต้องอยู่ทน หรือทนอยู่ ส่วนคนที่ไม่ค่อยพูดนี่ชอบทำเซอร์ไพร้ซ์ ปุ๊บปั๊บ กว่าจะรู้ว่าเค้าลาออกก็เมื่อเค้าออกไปแล้วเป็นเดือน ก็มีมีแต่กลุ่มคนระดับกลางๆ เท่านั้นแหล่ะ บ่นบ้างเล็กน้อย และมักจะคาดหวังว่าเมื่อไปที่ใหม่จะไม่เจอปัญหาแบบเดิม จริงๆ แล้วไม่ ธรรมชาติของการที่คนหลายๆ คนมาอยู่ร่วมกัน ความเข้าใจไม่ตรงกัน ปัญหาย่อมมีธรรมดา ต้องเรียนรู้ และปรับตัวครับ
  2. รู้จักการบริหารความคาดหวัง หมายความว่า อย่าคาดหวังกับองค์กรมากเกินไป เช่น จะได้เรียนรู้เยอะๆ อยากได้เงินเดือนและสวัสดีการเยอะๆ ในขณะเดียวกันจงทำตัวให้เหนือความคาดหวัง หมั่นพัฒนาความรู้ ทำตัวเป็นแก้วเปล่าพร้อมรับฟัง เรียนรู้อยู่เสมอ ที่ผ่านมาเจอไม่น้อยที่ชอบถามว่าทำงานที่นั่น ที่นี่ได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยไม่สนว่าถ้าตัวเองเข้าไปทำงานแล้วจะใช้ความรู้ ความสามารถให้กับองค์กรได้เท่าไหร่ ที่เหลือจะตามมาเองครับ ถ้ามั่นใจว่ามีของ ปล่อยไปเต็มที่แล้ว แต่รู้สึกว่าไม่ได้อะไรกลับมา หรือไม่มีใครเห็นคุณค่าก็รีบออกมาครับ ง่ายๆ
  3. ให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทำกันได้ยาก อย่างน้อยก็เรื่องนินทานี่แหล่ะ ลองนึกดูครับนายไก่ นายวัว นายควายเป็นเพื่อนกัน วันหนึ่งนายไก่พูดนินทาลับหลังถึงนายควายในเรื่องที่ไม่ดี แล้วบายวัวเดินผ่านมาได้ยิน ถ้านายวัวหัวหูเบาพอก็จะตัดสินนายควายไปแล้ว ทั้งที่มันอาจจะไม่จริง หรือถ้าจริงถ้าไม่เกี่ยวกับงาน แต่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว ตัดสินไปแล้ว ก็จะทำให้ภาพที่มองนายควายเปลี่ยนไป การประสานงาน การทำงานร่วมกันก็จะไม่ราบรื่นอีกต่อไป
  4. หมั่นสร้างคอนเน็คชั่น การเข้าร่วมสัมมนา สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพที่ทำ นอกจากจะเป็นการพัฒนาความรู้แล้ว การได้รู้จักเพื่อนร่วมอาชีพ เพื่อนร่วมวงการ จะช่วยขยายกรอบความคิดของเราให้กว้างออกไป เพราะแค่การระดมความคิด การผ่านการทำงานร่วมกันในบริษัท ในแผนกเดียวอาจจะได้ประสบการณ์ระดับนึงเท่านั้น นอกจากนี้เผื่อมีโอกาสทางหน้าที่การงานในอนาคตผ่านคอนเนคชั่น หรือได้ลูกค้าใหม่ๆ ก็เป็นได้ โอกาสไม่ออกไปหาก็ไม่เกิดนะครับ
  5. อย่าทำงานกับองค์กรที่มีเจ้านายเป็นสามี-ภรรยามาทำงานด้วยกัน อันนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ถ้าภรรยา หรือสามีที่เป็นเจ้าของบริษัทที่คุณทำงานอยู่เกิดทำอะไรให้รู้สึกไม่สบายใจ อาจจะเป็นคำพูดบางคำพูด หรือความขัดแย้งทางความเห็นบางอย่างในการทำงาน คุณอาจจะรู้สึกไม่ดีไปกับอีกคนไปด้วย แล้วส่งผลกระทบต่อความราบรื่นในการทำงาน เกิดความอึดอัดไม่สบายใจก็เป็นได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าระหว่างลูกน้องกับเมียจะเข้าข้างใคร ไม่ต้องตอบครับ ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นกันทุกคน เน้นว่าเป็นกับบางคน ถ้าลักษณะนิสัย วัฒนธรรมองค์กรเข้ากันได้ก็ดีไป

ผิดพลาด ยอมรับ ปรับตัว เรียนรู้

สุดท้าย วันก่อนไปเจอคำคมพี่ตูน โคตรชอบเลย

“คนที่ไม่ชอบ เขาก็ไม่ชอบเราอยู่ดี พยายามเท่าไหร่ให้เขามาชอบ…ก็ไม่มีประโยชน์
ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารักและรักเราดีกว่า ดูแลกันให้ดีที่สุด ชีวิตนี้อีกไม่นานก็ต้องตายจากกันแล้ว คิดดีทำดีให้กันเข้าไว้…สนุกจะตายครับ” – ตูน บอดี้สแลม
11407102_1004784049541058_8606757068905942679_n