เรียนรู้ตลอดชีวิต

2015-08-28_2029

วันก่อนเห็นสเตตัสนี้จากพี่บอย วิสูตร นักเขียนชื่อดัง แล้วรู้สึกว่า “เออ…ใช่จริงๆด้วยว่ะ”

นึกถึงตอนทำงานที่แรกๆ เงินเดือนหมื่นกว่าบาท ทั้งๆที่ไม่ได้จบสายการตลาด บริหารธุรกิจมาโดยตรง แต่ชอบ Online Marketing ก็เลยพยายามศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง เข้าคอร์ส ฟังสัมมนาเยอะๆ อ่านหนังสือที่กูรูแนะนำ ในวันที่เริ่มงานจึงสามารถไปได้เลย แทบจะไม่มีคนสอนงาน

พอวันที่มีน้องๆ จบใหม่เข้ามาร่วมงานในทีม ค้นพบอยู่เรื่องนึงคือน้องๆ เหล่านั้นไม่มีประสบการณ์อะไรเลย จบมาก็ตรงสายอยู่หรอกนะ แต่เรื่องออนไลน์ฯ ไม่ค่อยมีเรียน มีสอนในมหาลัย โดยเฉพาะในตำแหน่งที่เราทำ ก็เลยต้องรับหน้าที่สอน ถ่ายทอดวิชาให้ อันนี้ไม่เท่าไหร่ ยอมรับได้ แต่สิ่งที่เจ็บปวดใจยิ่งกว่าคือในวันที่น้องๆ เหล่านั้นสตาร์ท เงินเดือนกลับเยอะกว่าวันที่เราเริ่ม เผลอๆ เกือบจะเท่าเรา ณ ปัจจุบันตอนนั้นกันเลยทีเดียว ซึ่งเหตุการณ์ที่ว่านี้ก็ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วนู่น ถามว่าผมรู้ได้ ก็เอ้า ผมเป็นหัวหน้า มีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ ก็เลยได้มีโอกาสได้ล่วงรู้

อยากบินสูง อย่ากลัวที่จะหนาว

อยากก้าวหน้า อย่ากลัวที่จะเรียนรู้ครับ

ถ้าทนฟังใครไม่ได้ อย่างน้อยควรทนฟังลูกค้าให้ได้

“รู้แล้ว” คำๆ นี้ได้ยินทีไรเจ็บปวดใจทุกที

บ่อยครั้งที่บรี๊ฟงาน คุยงานกับลูกค้า พาร์ทเนอร์ หรือเพื่อนร่วมงาน แล้วจะได้ยินคำนี้หลุดจากปาก จังหวะแรก โอ.เค. ไม่เป็นไร งั้นเราพูดต่อ ปรับระดับความเข้าใจ เนื้อหาที่พูดคุยให้เข้มข้นมากขึ้น สุดท้ายพอทำงานกันจริงๆ กลับกลายเป็นว่าไอ้ที่คุยกันมาตั้งแต่แรก แม่งไม่เข้าใจกันเลย ไหนบอกว่า “รู้แล้ว” ไง

ซึ่งในกระบวนการทำงานสายออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง หรือ Digital Marketing คือการขาย Service หรือบริการ การแก้ปัญหา การขาย ขยายความไอเดียของคนคิดโฆษณา วางแผนมาอย่างดี ให้ถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด รีเทิร์นกลับมาเป็นมูลค่าการซื้อหาย รวมไปถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นการรับฟังทุกๆ ฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ทราบปัญหา ความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด หาจุด Pain Point ให้เจอ เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาให้ถูกจุด

ถ้าวันนึงมอบหมายงานให้น้องๆ ในทีมทั้ง 10 คน แล้วทุกคนบอกว่า “รู้แล้ว” ซึ่งถ้าไอ้สิ่งที่รู้เข้าใจตรงกันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ล่ะ

หายนะสิครับ

5 เรื่องที่ผมได้เรียนรู้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา

จริงๆ ที่มีอยู่ในหัวไม่ถึง 5 เรื่องหรอก จั๋วหัวเรียกแขกไปงั้น

เรื่องมีอยู่ว่าช่วงนี้แหล่ะ กลางๆ ปีเป็นฤดูเปลี่ยนงานของใครหลายๆ คน เมื่อปีที่แล้วผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนตัวเปลี่ยนงานบ่อยหรือไม่บ่อยไม่รู้ เพราะไม่ทราบดัชนีชี้วัดว่าอยู่ตรงไหน แต่โดยเฉลี่ยมีอายุงาน 1 – 2 ปี เพราะเป็นคนชอบเรียนรู้ อยากทำเป็น อย่ากเก่ง อยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

พอชีวิตผ่านการทำงานมาช่วงนึง เริ่มได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง ก็เลยขอโน๊ต จดบันทึก และแบ่งปัน

tuscany-428041_1280

  1. การเปลี่ยนงานคือการเปลี่ยนที่เผชิญปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหา อันนี้รู้และเข้าใจมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะมีพี่ๆที่เคารพเคยบอกมา แต่เห็นคนรอบข้างชอบบ่น คนที่บ่นเยอะๆ ว่าเจอปัญหานี่ ปัญหานั้น ไม่พอใจ เดี๋ยวก็จะลาออก คนที่พูดแบบนี้ส่วนใหญ่จะอยู่นาน อาจจะด้วยภาระ ปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เขาต้องอยู่ทน หรือทนอยู่ ส่วนคนที่ไม่ค่อยพูดนี่ชอบทำเซอร์ไพร้ซ์ ปุ๊บปั๊บ กว่าจะรู้ว่าเค้าลาออกก็เมื่อเค้าออกไปแล้วเป็นเดือน ก็มีมีแต่กลุ่มคนระดับกลางๆ เท่านั้นแหล่ะ บ่นบ้างเล็กน้อย และมักจะคาดหวังว่าเมื่อไปที่ใหม่จะไม่เจอปัญหาแบบเดิม จริงๆ แล้วไม่ ธรรมชาติของการที่คนหลายๆ คนมาอยู่ร่วมกัน ความเข้าใจไม่ตรงกัน ปัญหาย่อมมีธรรมดา ต้องเรียนรู้ และปรับตัวครับ
  2. รู้จักการบริหารความคาดหวัง หมายความว่า อย่าคาดหวังกับองค์กรมากเกินไป เช่น จะได้เรียนรู้เยอะๆ อยากได้เงินเดือนและสวัสดีการเยอะๆ ในขณะเดียวกันจงทำตัวให้เหนือความคาดหวัง หมั่นพัฒนาความรู้ ทำตัวเป็นแก้วเปล่าพร้อมรับฟัง เรียนรู้อยู่เสมอ ที่ผ่านมาเจอไม่น้อยที่ชอบถามว่าทำงานที่นั่น ที่นี่ได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยไม่สนว่าถ้าตัวเองเข้าไปทำงานแล้วจะใช้ความรู้ ความสามารถให้กับองค์กรได้เท่าไหร่ ที่เหลือจะตามมาเองครับ ถ้ามั่นใจว่ามีของ ปล่อยไปเต็มที่แล้ว แต่รู้สึกว่าไม่ได้อะไรกลับมา หรือไม่มีใครเห็นคุณค่าก็รีบออกมาครับ ง่ายๆ
  3. ให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทำกันได้ยาก อย่างน้อยก็เรื่องนินทานี่แหล่ะ ลองนึกดูครับนายไก่ นายวัว นายควายเป็นเพื่อนกัน วันหนึ่งนายไก่พูดนินทาลับหลังถึงนายควายในเรื่องที่ไม่ดี แล้วบายวัวเดินผ่านมาได้ยิน ถ้านายวัวหัวหูเบาพอก็จะตัดสินนายควายไปแล้ว ทั้งที่มันอาจจะไม่จริง หรือถ้าจริงถ้าไม่เกี่ยวกับงาน แต่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว ตัดสินไปแล้ว ก็จะทำให้ภาพที่มองนายควายเปลี่ยนไป การประสานงาน การทำงานร่วมกันก็จะไม่ราบรื่นอีกต่อไป
  4. หมั่นสร้างคอนเน็คชั่น การเข้าร่วมสัมมนา สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพที่ทำ นอกจากจะเป็นการพัฒนาความรู้แล้ว การได้รู้จักเพื่อนร่วมอาชีพ เพื่อนร่วมวงการ จะช่วยขยายกรอบความคิดของเราให้กว้างออกไป เพราะแค่การระดมความคิด การผ่านการทำงานร่วมกันในบริษัท ในแผนกเดียวอาจจะได้ประสบการณ์ระดับนึงเท่านั้น นอกจากนี้เผื่อมีโอกาสทางหน้าที่การงานในอนาคตผ่านคอนเนคชั่น หรือได้ลูกค้าใหม่ๆ ก็เป็นได้ โอกาสไม่ออกไปหาก็ไม่เกิดนะครับ
  5. อย่าทำงานกับองค์กรที่มีเจ้านายเป็นสามี-ภรรยามาทำงานด้วยกัน อันนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ถ้าภรรยา หรือสามีที่เป็นเจ้าของบริษัทที่คุณทำงานอยู่เกิดทำอะไรให้รู้สึกไม่สบายใจ อาจจะเป็นคำพูดบางคำพูด หรือความขัดแย้งทางความเห็นบางอย่างในการทำงาน คุณอาจจะรู้สึกไม่ดีไปกับอีกคนไปด้วย แล้วส่งผลกระทบต่อความราบรื่นในการทำงาน เกิดความอึดอัดไม่สบายใจก็เป็นได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าระหว่างลูกน้องกับเมียจะเข้าข้างใคร ไม่ต้องตอบครับ ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นกันทุกคน เน้นว่าเป็นกับบางคน ถ้าลักษณะนิสัย วัฒนธรรมองค์กรเข้ากันได้ก็ดีไป

ผิดพลาด ยอมรับ ปรับตัว เรียนรู้

สุดท้าย วันก่อนไปเจอคำคมพี่ตูน โคตรชอบเลย

“คนที่ไม่ชอบ เขาก็ไม่ชอบเราอยู่ดี พยายามเท่าไหร่ให้เขามาชอบ…ก็ไม่มีประโยชน์
ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารักและรักเราดีกว่า ดูแลกันให้ดีที่สุด ชีวิตนี้อีกไม่นานก็ต้องตายจากกันแล้ว คิดดีทำดีให้กันเข้าไว้…สนุกจะตายครับ” – ตูน บอดี้สแลม
11407102_1004784049541058_8606757068905942679_n

ไม่ได้ติดหรู แค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุด

เคยเป็นมะ หมั่นไส้กระแสสังคม แบบว่าใช้ไอโฟน แม็คบุ๊ก นั่งร้านกาแฟสตาร์บั๊กส์

แต่ก่อนผมก็เป็น เห็นคนแชร์ๆ รูปพวกนี้หน่อยไม่ได้ รู้สึกหมั่นไส้จริงๆ

พอชีวิตมาถึงจุดๆ นึง อยากจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ทำงานหนักมากขึ้นอยากได้อะไรตอบแทนตัวเอง ก็เลยสอยไอโฟนหก กับแม็คบุ๊กแอร์ 11 นิ้วมาเป็นของตัวเอง เป็น 2 ผลิตภัณฑ์แรกจากแอปเปิลที่ได้มีโอกาสครอบครอง เสียดายด้วยซ้ำที่ช้าไป เพราะน่าจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่นานๆ กว่านี้

mbareview-1

หลังจากลองเปลี่ยนมาใช้พบว่าชีวิตมันง่ายขึ้นนะครับ จะแบกโน๊ตบุ๊กไปไหนต่อไหนก็ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนัก ไม่ต้องแบกเป้สองสามโลตลอนๆ ทั่วกรุงเทพ มีรถส่วนตัวว่าไปอย่าง การจะใช้บริการขนส่งมวลชนแบบทุลักทุเลมันเหนื่อยนะ

สำหรับผม เทคโนโลยีมีไว้เพื่อแก้ปัญหาครับ ไม่ได้มีไว้โชว์ โอ้อวด ใครจะเข้าใจ ใครจะมองว่าติดหรู ติดแบรนด์ก็ว่ากันไป

เพราะชีวิตผมอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไม่ใช่ครับ ต้องดีที่สุด ชีวิตยังมีหนทางอีกยาวไกล สำหรับผมอะไรครึ่งๆ กลางๆ พอเพียงไม่ใช่ครับ คำว่าพอเพียง คือมีเหลือ แต่เลือกที่จะพอแค่นี้ พร้อมกับเผื่อแผ่ให้คนอื่น ไม่ใช่เอาคำว่าพอเพียงมาเป็นตัวปิดกั้นตัวเองไม่ให้ก้าวออกไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ส่วนกาแฟสตาร์บั๊กส์ เป็นเรื่องของความสบายใจ เต็มใจที่จะจ่าย เพื่อแลกกับการนั่งทำงานในร้านกาแฟ จริงๆ สิ่งที่ต้องการคือสัญญาณไวไฟ กับปลั๊กไฟให้นั่งแช่เป็นวันโดยไม่รู้สึกผิด กาแฟซักแก้วร้อยสองร้อยเมื่อเทียบกับ  Productivity ที่ได้มาก็ถือว่าคุ้มครับ แต่ถ้าที่มีตัวเลือกอื่นที่ดีเท่าหรือใกล้เคียงก็พร้อมที่จะเปลี่ยน ไม่ได้มีความรักภักดีต่อแบรนด์ขนาดนั้น

อย่าไปตั้งเงื่อนไขอะไรให้ชีวิตมันยุ่งยากนักเลยครับ พอใจในสิ่งที่เราเป็น คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่างเขา และเราก็ไม่ต้องเอาความคิดเราไปตัดสินคนอื่น

ไม่รู้ล่ะ ร่ายมาซะยาว จับประเด็นคือ…

…หาที่จบไม่ลงจ๊ะ บ๊าย บาย

ปล. ก่อนจบ บล็อกนี้เขียนด้วย MacBook Air บนรถเมล์สาย ปอ. 44 นั่งจากลาดพร้าว 101 มายังอนุสาวรีย์ชัยฯ ใช้เน็ต 3G ที่ต่อจาก iPhone 6

เครดิตภาพ : http://appleinsider.ru

อะไรที่มีความหมายมากพอให้คุณตื่นมาในทุกๆเช้า

ช่วงนี้อยู่ในสภาวะทำงานหนักที่สุดในชีวิตการทำงาน แต่กลับรู้สึกผ่อนคลาย ไม่กดดันเหมือนหลายๆ ปีที่ผ่านมา

นึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ช่วงเริ่มทำงานใหม่ๆ บ้านอยู่ไกลถึงบางบัวทอง แต่ที่ทำงานอยู่ในเมืองย่านเพลินจิต เงินเดือนหมื่นนิดๆ ต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตี 5 อาบน้ำ ออกมารอรถตู้หน้าหมู่บ้านให้ทันก่อน 6 โมง นี่ต่อแรกนะ มาปากทางก็ต้องมาต่อแถวที่วินรถตู้ยาวไปขบวนรถไฟ เพื่อขึ้นทางด่วนมาลงอนุสาวรีย์ฯ แล้วก็ต่อสุดท้ายกับรถไฟฟ้า เพื่อให้ทันเข้างาน 8.30 น.

ตอนนั้นจำไม่ได้ว่ามี Passion อะไรมากมายถึงยอมทนได้ขนาดนั้นเป็นเวลากว่า 2 -3 ปี แล้วชีวิตก็ล้มลุก คลุกคลานมาตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมา

คิดอยู่แต่เพียงว่า “หากไม่สูงต้องเขย่ง หากไม่เก่ง ต้องขยัน” เราเองก็ใช่ว่าชีวิตจะไม่มีทางเลือก แต่เราเลือกที่จะลำบากแบบมีเป้าหมาย เพื่อชีวิตที่สบายในวันข้างหน้า

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทำงานหนัก เลิกงานประจำก็ต้องทำงานเสริม ขายของออนไลน์ แค่นั้นไม่พอยังต้องแบ่งเวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม งานประจำที่ทำอยู่เดิมก็ไม่มีเวลาเข้า-ออก ตอกบัตรชัดเจน หมายถึงเนื้องานนะ งานออนไลน์เอเจนซี่บางทีดึกๆ ดื่นๆ ก็ต้องฝืนทำ เพราะแคมเปญต้องปล่อยคืนนั้น หรือพรุ่งนี้ 9 โมง รีพอร์ทก็ต้องพร้อม ทำให้ต้องนอนดึก ตื่นสาย กว่าจะถึงที่ทำงาน ฝ่ารถติดเยอะแยะ

แต่คำพูดที่ได้รับจากเจ้านายคือ “วันเสาร์ – อาทิตย์ มัวแต่ทำอะไรอยู่ แทนที่จะพักผ่อนให้เต็มที่ เช้าวันจันทร์จะได้สดชื่น ตื่นมาทำงานทัน”

คือแบบ… ถ้าคิดแบบทัศคติแย่สุดๆเลยนะ เงินเดือนก็น้อยไม่พอจะใช้ ต้องแบ่งให้ที่บ้าน ต้องโหนรถเมล์ฟรี บางเดือนต้องกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง 15 บาทเป็นมื้อเย็น จะอะไรนักหนาวะ

หากคิดว่าเราเป็นเจ้าของบริษัท ไม่ได้รู้เรื่องในหน้าที่ความรับผิดชอบของลูกค้า ก็คงมองแบบแย่ๆ อยู่หรอก แต่อย่าลืมว่าช่วงเวลาที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศเขาเอาเวลาไปทำอะไรอยู่ จะให้แฟร์ๆเลยคือหลังเลิกงานต้องไม่ให้มีการหอบงานกลับไปทำที่บ้าน ถามว่าทำได้มั้ย “ไม่เคยได้หรอกครับ สำหรับงานเอเจนซี่ เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและรับได้ครับ”

…แค่คิดในใจ ไม่ได้พูดอะไรออกไป

เป็นได้ทั้งแรงฮึดให้ขยัน ฝีกฝนตัวเองให้เก่งๆ ขึ้นไปอีก เพื่อโอกาสที่ก้าวหน้าต่อไป

จนกระทั่งทุกวันนี้ รู้สึกดีที่มี Head Hunter ติดต่อนำเสนองานเข้ามา มีทั้งต่างประเทศ และในประเทศ คิดอยู่เสมอว่าโอกาสทุกโอกาสไม่ได้เข้ามาง่ายๆ พยายามจะรับไว้ แล้วเลือกพิจารณาอีกที

และนี่ก็เลยทำให้รู้ว่าแต่ละวันที่หมดไป และวันใหม่ที่ตื่นขึ้นมา เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ตัวผมเองจะขอทำงานหนักไปอีกซัก 2 – 3 ปี ก่อนที่จะไปมีธุรกิจของตัวเอง

ภูมิใจกับความก้าวหน้าที่มีอยู่ทุกวันนี้ และคิดว่าตัวเองยังไปได้ไกลกว่านี้

เหนื่อยครับ แต่เหนื่อยอย่างมีเป้าหมาย