21 วิธีก้าวสู่ความสำเร็จ

21 วิธีก้าวสู่ความสำเร็จ

นี่คือส่วนหนึ่งจากหนังสือ Rich Habits – The Daily Success Habits of Wealthy Individuals โดย Tom Corley ได้สรุปและรวบรวมลักษณะเด่นของคนที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวย โดยประมวลผลออกมาได้ 21 ข้อ ดังนี้

1. เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้กลายเป็นนิสัย

การปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่างเพื่อสร้างรากฐานให้ชีวิตมั่นคงขึ้น นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทราบหรือไม่ว่าความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ความล้มเหลวคืออะไร ปัจจัยสำคัญอาจเกิดจากกิจวัตรประจำวันของคนคุณนั่นเอง เพียงแค่คุณใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ ถ้าตอนนี้คุณทราบแล้วว่าคุณต้องการเปลี่ยนนิสัยใด นั่นถือเป็นขั้นตอนแรกของการก้าวสู่ความสำเร็จแล้ว เช่น

  • ทุกวันนี้คุณใช้เวลาดูโทรทัศน์วันละหลายชั่วโมง ก็เปลี่ยนมาดูวันละ 1 ชั่วโมง
  • ปกติคุณจะไม่จำชื่อบุคคล หรือบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ ก็เปลี่ยนมาจดบันทึกไว้ในสมุดหรือกระดาษเพื่อให้จำได้

ถ้าคุณลองทำครบ 30 วันแล้ว เชื่อว่าคุณจะได้นิสัยติดตัวใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น

2. ตั้งเป้าหมายในทุกๆ วัน

สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้ว แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องมีเป้าหมายที่จะทำให้ขับเคลื่อนชีวิตในแต่ละวันได้ พวกเขาสร้างเป้าหมายตลอดเวลา วางแผนว่าในแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง จดรายการสิ่งที่ต้องทำอย่างละเอียด

แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มสร้างเป้าหมาย ควรมองความสำเร็จในระยะยาว วางแผนแบบรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ซึ่งการวางแผนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ถ้าไม่เริ่มลงมือทำไปด้วย คุณต้องมีความรับผิดชอบต่อเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละขั้นได้สำเร็จ

3. สัญญากับตัวเองว่า “เราจะต้องพัฒนาตัวเองทุกวัน”

ในกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาจะมองหาวิธีพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือคิดว่าตัวเองเป็นนักเรียนที่พร้อมจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อยู่เสมอ พวกเขาจะใช้เวลาที่มีทั้งหมดเพื่อพัฒนาตัวเองเพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น

โดย Brendon Burchard ได้กล่าวในบล็อกของเขาว่า “คนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะรู้สึกว่าเวลาทุกวินาทีนั้นมีค่ามาก ในการดำเนินธุรกิจนั้นจะต้องมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาตัวเองทุกวัน”

วิธีง่ายๆ คือคุณต้องมองหาช่องทางที่จะเพิ่มความรู้ให้ตัวเอง ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้ามองว่าเป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณเติบโตขึ้น ก็ลองมองหาโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองดูบ้าง

4. หมั่นออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพเป็นประจำ

ต่อให้คุณประสบความสำเร็จ หรือรวยล้นฟ้า แต่ถ้าสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยบ่อยๆ ก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งสำคัญคือคุณควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหมั่นออกกำลังกายทุกวัน พยายามทำให้กลายเป็นนิสัย เหมือนกับการอาบน้ำทุกวัน จะได้อยู่ใช้ทรัพย์สินที่หามาได้ไปนานๆ

5. สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ บ้าง

การสร้างความสัมพันธ์หรือเครือข่ายต่างๆ ถือเป็นเรื่องจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ เพราะด้วยความสัมพันธ์ในระยะยาวนี้ จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากปัญหาได้ และเมื่อได้รับความช่วยเหลือแล้ว คุณก็ควรจะยื่นมือช่วยเหลือพวกเขากลับด้วย การสร้างความความสัมพันธ์อย่างง่ายๆ คือ การจดจำชื่อคนๆ นั้นให้ได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี

6. ทำทุกอย่างให้เหมาะสม และพอประมาณ

การสร้างความสมดุลให้ชีวิตในการทำกิจกรรมต่างๆ นั่นหมายถึง การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอล์ การดูโทรทัศน์ การเล่นอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ถ้าคุณทำทุกอย่างโดยให้อยู่ในความพอดี ไม่มากเกินไป หรือไม่น้อยเกินไป ก็จะส่งผลให้คนที่รอบๆ ตัวคุณรู้สึกดีไปด้วย ในด้านธุรกิจก็เช่นกัน การที่คุณทำอะไรด้วยความพอดีก็จะช่วยให้คุณค้นหาคู่ค้าทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น

7. ทำทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย

อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เมื่อมีงานที่ค้างอยู่ก็ควรทำให้เสร็จเรียบร้อย เพราะความสำเร็จก็จะไม่รอคุณเช่นกัน คนที่ประสบความสำเร็จแล้ว พวกเขาจะไม่รีรอ พร้อมมุ่งสู่ความสำเร็จตรงหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งบางครั้งความสำเร็จนี้อาจประเมินค่าไม่ได้

ในหนังสือ Rich Habits – Corley ได้อธิบายว่า บางครั้งคุณก็รู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย แต่ก็จะมีอีกความคิดหนึ่งที่บอกว่า “ต้องทำตอนนี้เลย” ซึ่งคุณจะได้ยินประโยคนี้อีกเป็นร้อยครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าไม่หนักหนาเกินไป คุณก็ควรเริ่มทำงาน อย่าหยุดจนกว่าจะเสร็จ

8. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนคิดบวก

หากคุณลองมองคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว คุณจะพบว่าพวกเขาเป็นคนที่คิดบวก มีความกระตือรือร้น หรือมีความสุข เลือกที่จะมองเฉพาะด้านดีๆ ของคนอื่น และให้ความสำคัญกับด้านดีของตัวเอง ซึ่งจะเป็นการเปิดรับโอกาสดีๆ ที่จะเข้ามาเช่นกัน

คุณเองก็สามารถทำได้ ด้วยการมองทุกอย่างให้เป็นด้านบวก ซึ่งคุณสามารถเติมเต็มความคิดต่างๆ ด้วยการอ่านหนังสือ และแม็กกาซีนที่สร้างแรงบันดาลใจ

9. รู้จักอดออม

Corley ได้เผยวิธีที่ทำให้ประสบความสำเร็จในด้านการเงินว่า ร้อยละ 10 – 20 ของรายได้ทั้งหมด เขาจะนำไปเก็บไว้เป็นเงินออม นำไปลงทุน หรือวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งจำนวนเงินที่จะออมนั้น ก็ขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละคน การมีเงินออมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการดำเนินชีวิต

10. ต้องรู้จักปฏิเสธความคิดที่ไม่ดีของตัวเอง

บางครั้งคุณก็ควรควบคุมความคิด และอารมณ์ต่างๆ เพราะบางครั้งความคิดของคุณอาจไม่ใช่ที่ถูกต้องเสมอไป ซึ่งคนที่ประสบความสำเร็จพวกเขาจะโยนความคิดเหล่านั้นออกไป และเริ่มทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถ ไม่นำทัศคติในเชิงลบมาใช้ในการทำงาน เพราะหากคุณต้องการความสำเร็จก็ควรจะพัฒนาตัวเองทุกวันอย่างต่อเนื่อง และทำทุกอย่างด้วยใจ อย่าหลงระเริงกับอารมณ์ในด้านลบมากนัก

21 Ways Success Entrepreneur.com

11. อย่าใช้เงินอนาคต

กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ คนที่ประสบความสำเร็จเขาบริหารจัดการเงินอย่างไร แน่นอนว่าพวกเขาไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ใช้จ่ายเกินกำลัง ซึ่งคนส่วนมากจะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ เรียกว่าใช้เงินแบบเดือนชนเดือน สุดท้ายแล้วคนกลุ่มนี้ก็จะมีแต่หนี้บัตรเครติด ยอดค้างชำระต่างๆ คุณควรท่องเอาไว้ว่า ประหยัดวันนี้ เห็นผลดีวันหน้า

12. อ่านหนังสือทุกวัน

เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาใช้เวลา 30 นาที หรือมากกว่านั้น เพื่ออ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สาระความรู้ ฯลฯ ทุกวัน เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และเพื่อพัฒนาตัวเอง คุณเองก็สามารถทำได้เช่นกัน เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

13. จำกัดเวลาดูโทรทัศน์

การดูโทรทัศน์ไม่ใช่สิ่งผิด แต่การดูมากเกินไปนั่นคือสิ่งที่ผิด คุณควรกำหนดเวลาในการดูโทรทัศน์ อาจจะตั้งไว้ว่าวันละ 1 ชั่วโมง (หรือน้อยกว่านั้น) เพื่อนำเวลาที่มีอยู่มาทำบางสิ่งที่เกิดประโยชน์ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้น คุณสามารถพัฒนาสินค้าใหม่ก็ได้

14. ทำให้มากกว่าสิ่งที่ต้องการ

การทำงานในหน้าที่ของตัวเองนั่นคือสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นคือการทำงานที่นอกเหนือจากความรับผิดชอบ และยิ่งถ้าคุณอาสาที่จะทำ ถือเป็นการพัฒนาทักษะในสายงานของคุณเองด้วย และถ้าหากคุณไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ การกระทำเหล่านี้จะช่วยสร้างความประทับใจให้กับหัวหน้าคุณอีกด้วย

15. พูดให้น้อย และ ฟังให้มาก

เมื่อไรที่คุณกำลังฟัง นั่นหมายถึง คุณได้เรียนรู้ไปด้วย การฟังถือเป็นการแสดงความใส่ใจกับสิ่งที่ผู้อื่นพูด การฟังยังช่วยให้คุณสามารถจับใจความสำคัญของเนื้อหา และเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ คุณก็จะเป็นคนแรกที่สามารถช่วยได้ทันที

16. อย่ายอมแพ้

บางครั้งทางที่คุณเลือกเดินอาจไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง แต่คุณต้องไม่ยอมแพ้ พยายามค้นหาสิ่งใหม่ๆ แม้จะผิดพลาดไปบ้าง แต่คุณต้องพร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า

17. ใช้เวลากับคนที่คิดเหมือนกันดีกว่า

คุณคงเคยได้ยินคำว่า “คุณจะรู้ว่าคนๆ นั้นเป็นอย่างไร ก็ดูได้จากเพื่อนของเขา” ซึ่งในกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จ คุณจะเห็นได้ว่าเพื่อนของพวกเขานั้นจะมีลักษณะ มีความคิดเห็นคล้ายกัน ความชอบใกล้เคียงกัน เมื่อคุณมีเพื่อนแบบนี้ เพื่อนของคุณก็จะช่วยส่งเสริมให้คุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

18. ต้องมีที่ปรึกษา

มีไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จได้เพราะมีที่ปรึกษาที่ดี ซึ่งที่ปรึกษาเหล่านี้ก็พร้อมจะถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ของพวกเขาให้คุณได้รับรู้ การฟังคำแนะนำจากผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมช่วยให้คุณตัดสินใจเรื่องบางเรื่องได้ดีขึ้น

19. ต้องรู้ว่าขณะนี้คุณกำลังทำอะไร เพื่ออะไร

การที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้นั้น คุณต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่คุณกำลังทำนั้นคืออะไร มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เช่น ทำไมคุณถึงต้องการความสำเร็จ ทำไมคุณต้องการที่จะร่ำรวย เป็นต้น ซึ่งการตั้งเป้าหมายเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีทิศทางในการทำธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น

20. อย่ากลัว

ทุกคนย่อมมีความกลัว คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องไม่อนุญาติให้ความกลัวเข้ามาจำกัดสิ่งที่จะทำ เพราะเมื่อคุณก้าวไปสู่จุดที่สูงขึ้น แน่นอนว่าคุณอาจรู้สึกกังวล ไม่มั่นใจ คุณสามารถถามจากที่ปรึกษาได้ ว่าพวกเขาผ่านความกลัวมาได้อย่างไร หรือดูแบบอย่างจากคนที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ได้เช่นกัน

21. พัฒนาทักษะ

ถ้าคุณต้องการหลุดพ้นจากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า 30 วันหลังจากที่คุณทราบว่าตัวเองต้องการอะไร ให้คุณพุ่งความสนใจทั้งหมดไปเพื่อสิ่งๆ นั้น พัฒนาทักษะของตัวเองให้เป็นรู้ทุกด้าน ต้องมีความตั้งใจอย่างมาก มีจิตใจที่แน่วแน่ในสิ่งที่ทำ และเมื่อครบ 30 วันเชื่อว่าคุณก็จะเป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จ

ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ ถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องเริ่มที่ตัวคุณ ค่อยๆ ทำไปทีละนิด รับรองว่าผลที่จะได้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

แหล่งที่มา : 21 Ways to Achieve Wealth and Success
แปลและเรียบเรียง : www.marketingoops.com

ผู้ก่อตั้ง Alibaba.com บอกว่า “ถ้าใครอายุ 35 แล้วยังไม่รวย ต้องโทษตัวเอง”

คุณเคยได้ยินประโยคนี้มั้ย ?

“คุณเกิดมาจน ไม่ใช่ความผิด

แต่ถ้าคุณตายไปทั้งๆที่ยังจน นั่นเป็นความผิดของคุณ”

ผมว่าจริงนะ หลายคนมักจะบ่นน้อยใจในโชคชะตา ว่าเกิดมาไม่มีอย่างใครเขา

บางคนเกิดมาพร้อมกันต้นทุนที่ดี ในตระกูลร่ำรวย ชาติสกุลที่ดี ก็มีเหตุทำให้ชีวิตล่มจมได้

บทความต่อจากนี้คัดลอกมากจาก kiitdoo.com ชื่อบทความ “Jack Ma ชี้ “ถ้าใครอายุ 35 แล้วยังไม่รวย ต้องโทษตัวเอง”

สำหรับใครที่สงสัยว่า Jack Ma คือใคร ? Alibaba.com คืออะไร

Jack Ma (แจ๊ก หม่า) คือชายชาวจีน ร่างเล็ก ที่ยึดอาชีพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษด้วยเงินเดือน 600 บาท เดินทางไปแสวงโชคที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1995 และที่นั่นทำให้เขาได้รู้จักกับอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรก และจากการค้นหาคำว่า “Beer” แล้วค้นพบว่าไม่มีผลการค้นหาใดๆ ที่มาจากจีนเลย จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อดัง Alibaba.com เมื่อปี 1999 และที่เป็นข่าวใหญ่ในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เนื่องจากว่าได้มีการนำ Alibaba Group เข้าตลาดหลักทรัพย์ที่นิวยอร์ค พร้อมกับทำสถิติการรขายหุ้นให้กับนักลงทุนครั้งแรก หรือ IPO ด้วยมูลค่าสูงถึง 25,000 เหรียญสหรัฐ หรือกว่า 800,000 ล้านบาท ส่งผลให้ Jack Ma กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน และติดอันดับ 1 ใน 50 มหาเศรษฐีโลก จากนิตยสารฟอร์บส์

ถ้าใครอายุ 35 แล้วยังไม่รวย ต้องโทษตัวเอง

งานเขียนชิ้นนี้ ที่ผ่านการแปลมาจากภาษาจีนโดย Vulcan Post นั้น Jack Ma เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงคนที่ต่อต้านความคิดของเขาในการก่อตั้ง Alibaba เมื่อตอนที่เขาอายุ 24 ปี

เขาเล่าว่า :

“หลังจากที่ถกกันราว 2 ชั่วโมง พวกเขาก็ยังงง กับความคิดของผม มี 23 คน จากทั้งหมด 24 คน บอกให้ผมเลิกล้มความคิดนี้ซะ ด้วยเหตุผลหลากหลายมากมาย เช่น ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตเลย และที่สำคัญผมไม่มีเงินทุนเพียงพอด้วย!”

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น Jack Ma รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เขาต้องทำคือ ทำให้เขาเอง “ประสบความสำเร็จ” บนความคิด และความฝันของเขาเท่านั้น และเขาจะไม่มีวันหยุดเดิน เพียงเพราะมีคนกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วย

Jack Ma เขียน 4 เหตุผลที่คนเรามัก “ยอมแพ้” ในชีวิต ดังนี้

  1. คิดอะไรแคบ หรือมองสั้นๆ เกินไป เมื่อมาถึงโอกาส
  2. ไม่เห็นค่าของโอกาสที่อยู่ตรงหน้า
  3. ไม่เข้าใจสิ่งที่ทำอย่างแท้จริง
  4. ทำอะไรช้าเกินไป

“บนโลกใบนี้ มันอาจมีบางอย่าง ที่ยากเกินจะหยั่งถึง แต่มันไม่มีสิ่งไหนหรอก ที่เราจะทำมันไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับความแน่วแน่ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายของเรา ก็เท่านั้นเอง ที่จะกำหนดอนาคตของเรา”

การที่เรายากจน มันไม่ได้การันตีหรอกนะว่าเราจะได้รับความเห็นใจ ความช่วยเหลือ และความรักจากคนอื่น โดยเขาบอกว่า
ถ้าครอบครัวคิดว่าเราไร้ค่าเมื่อไหร่ ไม่มีใครสงสารคุณหรอก

  • ถ้าพ่อแม่คุณ ไม่มีเงินจ่ายยารักษาโรค ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
  • ถ้าคุณถูกคู่แข่งเอาชนะ ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
  • ถ้าคุณถูกคนที่คุณรักทิ้งไป ไม่มีใครสงสารคุณหรอก
  • ถ้าคุณอายุ 35 แลัวยังไม่สำเร็จอะไรซักอย่าง ไม่มีใครสงสารคุณหรอก

ท้ายที่สุด เขาจบด้วยประโยคที่ว่า “Go Gig or Go Home” โดยเขาบอกว่า นี่แหละที่ชีวิตคนเราต้องเลือก มันคือเรื่องจริงของชีวิต!

ที่มา : kiitdoo.com

แถมท้ายด้วยคลิปการบรรยายที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อปี 2012

ภาพประกอบจาก wantchinatimes.com

9 อย่างที่คนประสบความสำเร็จทำก่อนนอน

คนประสบความสำเร็จจะเข้าใจเสมอว่า ปัจจัยความสำเร็จของพวกขึ้นอยู่กับจิตใจและสุขภาพทางร่างกายของพวกเขา ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “การนอนอย่างเพียงพอ” เป็นสำคัญ ดังนั้นช่วงเวลานอนและกิจกรรมก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อพวกเขา บทความนี้คัดลอกมาจาก Brand Buffet เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เลยนำมาแบ่งปันกันครับ

  1. เริ่มต้นที่ “การอ่าน” ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นด้วยว่า คนประสบความสำเร็จโดยส่วนใหญ่จะกันเวลาส่วนนึงก่อนนอนไว้เพื่อ “อ่าน” เสมอ โดยอ่านจากหลายๆแหล่งที่มา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านธุรกิจ เรื่องราวแรงบันดาลใจ หรือ แม้กระทั่งนิยายปรัมปรา สิ่งเหล่านี้จะช่วยเป็นเชื้อเพลิงเติมไฟให้กับความคิดสร้างสรรค์และพลังของพวกเขาของวันรุ่งขึ้น
  2. นั่งสมาธิ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “การนั่งสมาธิ” ทำสมาธิในแบบของชาวพุทธ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของคนประสบความสำเร็จ เดลย์ คูโรล โค้ชจากนิวยอร์ค เล่าว่า การนั่งสมาธิ ช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อน ผ่อนคลาย และทำจิตใจสงบก่อนนอน ดังนั้นจึงควรนั่งสมาธิประมาณ 10 นาทีก่อนเข้านอน
  3. บันทึกเรื่องราวดีๆ ไตร่ตรอง หรือ จดบันทึก เหตุการณ์น่าประทับใจของตนเองและผู้อื่นในแต่ละวัน โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องฟันฝ่ามาได้ยากหรือท้าทายมากๆ ประมาณ 3 สิ่ง ก่อนนอน เพื่อทำเป็นสมุดบันทึกแง่มุมดีๆในชีวิตของคนที่จะย้อนกลับมาเป็นแรงกระตุ้นให้แก่พวกเขามีไฟและคิดบวกอยู่ตลอดเวลา

    gettyimages
    gettyimages
  4. จดรายการต้องทำ การทำจิตใจและสมองให้ปลอดโปร่งก่อนนอนเป็นที่สิ่งที่คนประสบความสำเร็จทำกัน เพื่อไม่ให้ต้องความกังวลวนเวียนอยู่ในหัว จึงต้องเริ่มจากเอาสิ่งกังวัลเหล่านั้นออกมาเป็นรายการที่ต้องทำไว้ ดังนั้นพวกเขาจะมีรายการที่ต้องทำสำหรับวันรุ่งขึ้นเสมอ
  5. หยุดคิดเรื่อง “งาน” คนประสบความสำเร็จสามารถทำทุกอย่างจริงๆ จนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน แต่พวกเขาจะไม่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะไม่เช็คอีเมลล์งาน ไม่พูด และพยายามหลีกเลี่ยงอะไรที่เป็นประเด็นงานก่อนเข้านอนเลย เพื่อไม่ให้เรื่องงานเข้ามาวนเวียนอยู่สมองเวลานอน มิฉะนั้นจะนอนไม่หลับ หรือ งานจะเข้าไปอยู่ในความฝันอย่างแน่นอน
  6. ใช้เวลากับครอบครัว ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่เรื่องงานอย่างเดียวเสมอไป แต่ยังมีครอบครัว มีเพื่อนอยู่ด้วย ดังนั้นกลับมาบ้านแล้วต้องมีช่วงเวลาของครอบครัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกับสามี/ภรรยา ลูก เพื่อน หรือ เล่นกับสัตว์เลี้ยง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันของคุณแก่คนในครอบครัว
  7. วางแผนการนอน ปัญหาการนอนของคนบ้างานหรือเจ้าของกิจการ คือ พักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้นต้องวางแผนการนอนหลับอย่างเพียงพอ และ นอนในช่วงเวลาที่เหมาะกับตนเอง เพื่อให้การนอนแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพ นอกจากวางแผนการนอนอย่างดีแล้ว ควรตั้งเวลาเตือนถึงเวลาเข้านอนได้แล้วด้วย
  8. หยุด “มะโน” คนเรามักตกหลุมพลางของสถานการณ์แย่ๆในแต่ละวัน แล้วมานั่งคิดวกวนไปมา ทำไมทำสิ่งนั้นไม่ได้ หรือ ชั้นควรทำแบบนั้น…. ฯลฯ พร้อมกับบ่นไปเรื่อยว่ามันช่างเป็นวันที่แย่จริงๆ แต่คนประสบความสำเร็จพวกเขารู้ทันอารมณ์ และความคิดของตัวเองที่จะ “มะโน” ไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งทำให้ยิ่งเกิดอาการเครียดก่อนนอน ดังนั้นจงใช้เวลานึกถึงช่วงเวลาดีๆ และ มองถึงความสำเร็จที่ผ่านมาวันนั้นๆ แม้ว่ามันจะน้อยก็ตามที
  9. นึกภาพความสำเร็จ อีกหนึ่งสิ่งของบรรดาคนประสบความสำเร็จทำก่อนนอน คือ หลับตาและจินตนาการภาพความสำเร็จของโปรเจ็คที่กำลังทำอยู่ในอนาคต เพื่อเติมกำลังใจและเสริมความเชื่อมั่นให้กับตนเอง และนอนหลับไปพร้อมกับความสำเร็จนั้นๆ

ที่มา : www.businessinsider.com

แปลและเรียบเรียงโดย Brand Buffet : คนประสบความสำเร็จ “ก่อนนอน” ทำอะไร?

15 ความจริงเรื่อง “การเงิน” ที่คนไทยต้องรู้!

เรื่องที่ 1 ทันทีที่เด็กรู้จัก การบวก ลบ เลขเป็น ผู้ปกครองต้องรีบสอนเรื่องการเงินแบบง่าย ๆ ให้เด็กได้ทันที ไม่ต้องรอให้โตเป็นผู้ใหญ่ สอนให้เค้ารู้จัก การออมเงิน คุณค่าของเงิน การประหยัดมัธยัสถ์ ตั้งแต่เด็ก ๆ ให้เป็นนิสัย อย่างรอให้โตเป็นวัยรุ่นก่อนแล้วค่อยสอน เพราะอาจจะไม่ทันกับพฤติกรรมการใช้เงินของเด็ก และการยากในการอบรมสอนเรื่องพวกนี้ในวันข้างหน้า

เรื่องที่ 2 คนโดยทั่วไปมักจะมีวิธีลดหย่อนภาษีอย่างชอบธรรม และวิธีการส่วนใหญ่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การซื้อประกัน การซื้อกองทุนต่าง   ๆ  เพื่อไปลดหย่อนภาษี หรือแม้แต่บริษัทองค์กรใหญ่ ๆ ก็มักจะนำเงินบางส่วนออกมาช่วยบริจาคตามองค์กรการกุศลเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ได้บอกว่าผิด แต่เป็นกระบวนการที่ถูกต้องในการลดการจ่ายภาษีเท่านั้นเอง คนไทยไม่รู้ มักจะไม่เข้าใจ และไม่เคยหาคำตอบว่าทำไม ต้องจ่ายภาษีแพง ๆ ทุกปี

เรื่องที่ 3 ระบบการสอนเรื่องการเงิน การออม ของการศึกษาไทย นั้น ไม่มีและยังไม่มีวี่แวว จะถูกบรรจุเข้าไว้ในระบบการศึกษาไทยเลย ทั้ง ๆ ที่เป็นส่วนที่สำคัญสำหรับเด็กไทย และอนาคตของเยาวชนไทยด้วยซ้ำ !! น่าเศร้าตรงที่ เด็กไทยที่ผ่าน ๆ มาต้องโตขึ้นมา โดยเรียนรู้เรื่องการเงินเอาเองตอนเป็นผู้ใหญ่ และบางครั้งก็ไม่ทันกับสถานการณ์ เพราะบางคนเป็นหนี้หัวโต การเงินติดลบตัวแดง แทบล้มละลาย ไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้ เพราะเพิ่งจะมาเข้าใจตอนเป็นผู้ใหญ่ และต้องใช้เวลาในการจัดการหนี้สินให้จบ  ทำไมการศึกษาไทยบ้านเราไม่บรรจุสิ่งเหล่านี้ไปไว้ในบทเรียนเพื่อสอนให้เด็ก ๆ ของเรา เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความรู้ทางการเงิน ไม่ใช่แค่เรียนเพียงบัญชี อย่างเดียว

เรื่องที่ 4  เงินออม เป็น “ต้นน้ำ” ที่สำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับการมีความมั่งคั่งในด้านการเงินต่อไปในอนาคต เงินออมเกิดขึ้นได้โดย การมี “วินัย ” อย่าง ” สม่ำเสมอ ” …. กับพฤติกรรมการใช้เงิน กล่าวคือ ใช้จ่ายเงินเฉพาะเรื่องที่จำเป็น รู้จักประหยัด ไม่สุรุ่ยสุร่ายจ่ายเงินอย่างโงเขลาในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องทำเป็นนิสัย เมื่อมีเงินออมแล้ว นำไปลงทุนต่อ ทำให้เกิดการ ออกลูกออกหลาน ของเงินออม และนำเงินที่ได้ ไปลงทุนต่อให้ให้เกิดการพอกพูนของความมั่งคั่งต่อไปเรื่อย ๆ

เรื่องที่ 5 ความมั่งคั่ง ควรมีก่อน ความมั่นคง … โดยพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนไทย ชอบที่จะมีความมั่นคงก่อน ความมั่งคั่ง นิสัยคนไทยเราชอบอะไรที่สะดวก สบาย จ่ายเงินซื้อความมั่นคงให้ตัวเองก่อนเพราะคิดว่านี้คือรางวัลของการทำงานหนัก เช่น ซื้อบ้าน มือถือใหม่ ๆ รถหรู ๆ  ซื้อสิ่งของแพง ๆ หรือแม้แต่เลือกที่จะผ่อนจ่ายสบายๆ ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อให้ตัวเองครอบครอง สมบัติ สิ่งของ ที่บางครั้งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง … ไม่ได้บอกว่าผิดถ้ารู้จักการบริหารเงินเป็น แต่บางคนเลือกที่จะไม่ ออมเงินไว้ก่อน เพื่อความสร้างมั่งคั่ง แล้วควรจะมีอิสระในการซื้อ ความมั่นคงทีหลั

เรื่องที่ 6 บัตรเครดิต เป็นเครื่องมือทางการเงินของคนที่รู้จักใช้มัน ให้กลายเป็น ทาสที่ดีของการบริหารเงิน แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จักการรใช้บัตรเครดิต มันจะกลายเป็นปีศาจที่ทำให้คนใช้กลายเป็น ” ทาสดอกเบี้ย”  มันทันที เพราะดอกเบี้ยจะเป็นตราบาปที่เกาะติดผู้นั้นไปยาวนาน กว่าจะใช้หนี้ได้หมด อาจจะทำให้ผู้ใช้บัตรเครดิตบางคน กลัว และขยะแขยง  ” บัตรเครดิต ” ไปอีกนาน แสนนาน บางคนถึงกับหักหรือตัดบัตรเครดิตให้เสียไปเลย เพื่อไม่ต้องมีโอกาสได้ใช้มันอีก  นั้นอาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีนัก เพราะอย่างที่บอกว่า ถ้าใช้บัตรเครดิตให้ถูกวิธี มันจะกลายเป็น  ” เครื่องมือ ”  ทางการเงินที่ดีอันหนึ่ง

เรื่องที่ 7  เราต้องการเงิน เพื่อสำหรับการใช้จ่ายสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต และเราก็ควรหาหนทางเพื่อให้ได้มันมาอย่างถูกต้อง ไม่ทำร้ายหรือรบกวนคนอื่น  แต่เงินโดยตัวมันเอง ” ไร้คุณค่า”  มันคือสิ่งสมมติให้มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่น ๆ คุณค่าของเงินเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้ใช้เงินในการแลกเปลี่ยนกับสื่งอื่น ๆ เรื่องนี้สำคัญมาก ก็เพราะว่าคนมากมายไม่เข้าใจ ว่าจริง ๆ แล้วพวกเขาต้องการมันมากแค่ไหน ดังนั้นควรมองว่า เงินเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้สิ่งที่คุณต้องการ ( ในสิ่งที่ดี ) แต่ไม่ใช่เป้าหมายโดยตัวมันเอง … เพราะหากมองเงินเป็นเป้าหมายใหญ่ในชีวิต คุณจะทำทุกอย่างให้ได้มันมามากที่สุด แล้วก็ไม่เคยพอ ซะที

เรื่องที่ 8   สถาบันการเงินทั้งหลายของไทยเรา  มักจะมีเงื่อนไขที่เอาเปรียบเสมอกับลูกค้า โดยกำหนดสัญญาค่อนข้างเอาแต่ได้ไปหน่อยทำให้ ลูกค้าที่ใช้บริการซึ่งไม่เข้าใจ ” ภาษาการเงิน”  ที่ระบุไว้ในสัญญาค่อนข้างเสียเปรียบ… ทำให้เวลามีปัญหา มักจะตกเป็นรองเสมอกับ  ดังนั้น ก่อนทำสัญญาซื้อขาย ขอสินเชื่อ ซื้อประกัน หรือทำสัญญาจำนอง แม้แต่ทำบัตรเครดิตกับสถาบันการเงินทุกที่ ต้องอ่านและเข้าใจในเงื่อนไขให้ดีเสมอ อย่าประมาท เพราะท่านจะโดนเงื่อนไขที่บอกว่า  ” ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า”  หรือ  เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด  หรือแม้แต่ข้อความที่ระบุให้ผู้ลงนาม ยินยอมรับรู้ และให้ไปเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญานั้นทุกประการ  จงระวังให้ดี!

เรื่องที่ 9  ค่าของเงินลดลงเรื่อย ๆ เงินเฟ้อมีอยู่จริง แม้มองไม่เห็นด้วยสายตา แต่สัมผัสได้เสมอ มาทุกยุค ทุกสมัย  ไม่ต้องค้นหาคำตอบว่าทำไม หรือจะป้องกันยังไง  ทางเดียวเท่านั้นคือ เอาชนะเงินเฟ้อด้วยการลงทุน และออมเงินเก็บสำรองไว้สำหรับเรื่อง “ฉุกเฉิน” ให้เพียงพอ …  ค่าครองชีพในอนาคตสูงกว่านี้แน่นอน สังเกตจาก ราคาข้าวแกงทุกวันนี้ ราคา 20-30 บาท หาแทบไม่ได้แล้ว  หรือแม้แต่ทุกอย่างเวลามันขึ้น มันขึ้นยกแผง อาหาร ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าทางด่วน ค่ายารักษาโรค ราคากระดาษ ราคาวัตถุดิบ

เรื่องที่ 10 สถาบันการเงินในปัจจุบันทั้งในระบบและนอกระบบ ส่งเสริมให้คนไทยสร้างหนี้เพิ่มขึ้นในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะหนี้สินสำหรับการบริโภคผ่านบัตรเครดิตและสินค้าเงินผ่อนทั้งหลาย โดยเฉพาะ 0% ( ไม่ได้บอกว่าไม่ดี มันขึ้นอยู่กับคนใช้สินเชื่อมากกว่า ว่ามีวินัยแค่ไหน )  ซึ่งต้องเข้าใจว่าหนี้สินเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้คนมีรายได้เพิ่มหรือมีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต บัตรเครดิตสามารถผ่อนมือถือ ค่าสมาชิกฟิตเนส  ค่าเทอมการศึกษา ผ่อนทองคำ   ผ่อนอะไรก็ได้ที่ เป็นการใช้จ่ายได้แทบทุกอย่าง !!! ปัญหาหนี้สินของภาคประชาชนส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจเรื่องเงินของคนไทยและปัญหาเหล่านี้เป็นต้นตอที่สำคัญของปัญหาความเลื่อมล้ำ และบั่นทอนให้สังคมไทยอ่อนแอลงเรื่อย ๆ

เรื่องที่ 11 ก่อนที่จะลงทุนอะไรก็ตาม โดยเฉพาะเรื่องการเงิน  สำคัญที่สุดคือ ลงทุนกับตัวเอง ในการหาความรู้ เรื่องการเงินให้เพียงพอ และรอบด้าน ก่อนที่จะลงมือทำอะไรลงไปกับ “เงินออม” ของเรา  อย่าไปตามกระแส อย่าให้ความโลภ เข้าครอบงำสติ ทำให้ขาดการพิจารณาเรื่องการลงทุน และการเดิมพันกับเงินออมของตัวเอง  ฉะนั้น เรื่องการเงิน หากไม่รู้ ก็ให้หาหนังสือมาอ่าน เข้าอบรม สอบถามผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ค้นหาเอาจาก อินเตอเนท  ทำทุกอย่างให้ตัวเองมีความรู้ในระดับที่ จะมองภาพกว้าง ๆให้เห็นว่า ตัวเองควรลงทุนอย่างไร ให้เข้ากับ ไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ให้มากที่สุด แล้วชีวิตการเงินของคุณจะมีความสุข

เรื่องที่ 12  การยืมเงิน เป็นสาเหตุหลักของการ ผิดใจกัน ระหว่างเพื่อนฝูง คนรัก ครอบครัว พี่น้อง การยืมเงินควรเป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ เมื่อถึงทางตัน โดยต้องรับผิดชอบต่อ หนี้สินที่ตัวเองก่อขึ้นกับคนรู้จัก การยืมเงินกับคนใกล้ชิด บ่อยครั้ง เป็นการพิสูจน์ใจของกันและกัน ระหว่างผู้ให้ยืม กับผู้ขอยืมเงิน  ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะไม่อยากคุยเรื่องนี้ ไม่อยากให้ใครมายืม แต่บางครั้งด้วย บทบาทหน้าที่ในสังคม ทำให้จำเป็นต้องให้ยืม ฉะนั้น ผู้ยืม ทุกท่าน โปรดอย่าทำร้ายความน่าเชื่อถือของคุณเอง ด้วยการจ่ายล่าช้า หรือ เบี้ยวชำระหนี้ หากไม่มีจะจ่าย หรือจะขอเลื่อนการจ่าย กรุณาแจ้ง เจ้าของเงินให้ทราบด้วยถึงสาเหตุ  เพื่อให้ตัวเองมีเครดิต สำหรับเรื่องนี้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อมิตรภาพที่มีต่อกัน เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ

เรื่องที่ 13  สำหรับการเงินของคนวัยทำงาน ซึ่งยังมีงานทำ และสามารถหารายได้อยู่ จงอย่าประมาท ในเก็บเงินออมไว้ยามฉุกเฉิกของชีวิต ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยทั่วไป คือ ควรจะมีเงินออมสำรองสำหรับ ค่าใช้จ่ายรายเดือน  6 – 10 เดือนล่วงหน้า เก็บไว้ก่อนเลย  และมีเงินสดสำรอง Cash flow ไว้หมุนเวียนพร้อมใช้สำหรับตัวเองในแต่ละเดือน  แต่ละเดือนที่หามาได้ เก็บออมไว้ 10 % ก่อน  จากนั้น เหลือเท่าไหร่ ก็ค่อยใช้จ่ายตามกำลังที่มี ทำแบบนี้ได้ทุกเดือน ชีวิตจะมีความสุข หากมีเงินเดือนมากขึ้น สามารถเก็บออมไว้เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งดี อย่าไปคาดหวังว่า รัฐบาลจะมาอุดหนุนช่วยเหลือยามแก่ชรา เลิกฝันหวานไปได้เลย เพราะกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนทำงานแน่ ๆ  และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ แต่โดน ละเลยมากที่สุดก็คือ การทำประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต หลายคนมัวแต่ทำงานหนัก มุ่งเน้นลงทุน ลืมใส่ใจสุขภาพ และอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ปลายทางเอาเงินที่หามา จ่ายให้หมอซะงั้น !!  ฉะนั้น เรื่องประกันชีวิตสำคัญอย่าลืม

เรื่องที่ 14   สำหรับหนี้ก้อนโต ที่หลายคนมีอยู่ และอยากจะปลดหนี้ แต่ไม่กล้าเผชิญหน้าความจริงของชีวิต ขั้นตอนแรกหากอยาก ปลดหนี้  จริง ๆ จงกล้ายอมรับความจริง และทำรายการหนี้สินทั้งหมด ( ขอย้ำ ว่าทั้งหมด และแจกแจงรายละเอียดให้มากที่สุด เพื่อให้เห็นภาพรวมของหนี้สินที่มี ) แล้วจัดอันดับว่าควรจ่ายก้อนไหน ก่อนหลัง ตามลำดับความสำคัญ.. เจรจาต่อรองเจ้าหนี้ ขอ Refinance หรือจะ ขายของที่มีอยู่ เช่น  รถยนต์ ทอง ของสะสม อะไรที่ตัวเองมี แล้วตัดใจขายได้ เพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ได้ ต้องตัดใจทำ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย … จากนั้น พยายามหาช่องทางรายได้เพิ่ม และอย่าก่อหนี้เพิ่ม จากที่มีอยู่ ที่สำคัญ ห้ามเอากดเงินสดจากบัตรเครดิตมาโป๊ะหนี้สินเดิมเด็ดขาด เพราะจะทำให้วรจรหนี้ เพิ่มขึ้น และยุ่งยากในการจัดการ ต้องมีวินัยอย่างเด็ดขาดกับตัวเอง

เรื่องที่ 15  “เงินทองเป็นของนอกภาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้”    เป็นเรื่องที่ถูกต้องครึ่งหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้ เงิน ในการขับเคลื่อนทุกกิจกรรมของชีวิต เงินมีความสำคัญและทวีความจำเป็นตามกลไกลของโลกทุนนิยมที่เข้มข้นเรื่อย ๆ หากแต่ ต้องเข้าใจ รู้จักใช้ และรู้จักออมเงิน ให้เหมาะสมกับช่วงวัยชีวิต และรู้เท่าทันตัวเองให้ดี อย่าให้เงินมาใช้งานเราแทน …!!  และกลายเป็นทาสของเงินอย่างไม่ลืมหู ลืมตา  ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักใช้เงินให้ทำงานแทนเราด้วย เพื่อให้สามารถต่อกรกับ เงินเฟ้อ หรือ รองรับ
“เหตุฉุกเฉิน”  ของชีวิต ที่ไม่รู้จะเข้ามาวันใดของชีวิต  เรื่องการเงินเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ตลอดเวลาอย่าเบื่อหน่าย หรือ หันหนีปัญหาการเงิน เพียงเพราะข้ออ้างว่า คุณไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา หรือกรรมเวรที่เคยก่อขึ้นมา อย่าลืมว่า หนี้สิน ก็ต้องตามใช้ หากคุณไม่ใช้ คนข้างหลังคุณก็ต้องชดใช้แทน

ที่มา : http://pantip.com/topic/31875382

อุปนิสัยของคนที่มั่งคั่งที่สุดในโลก [Infographic]

อุปนิสัยของคนที่มั่งคั่งที่สุดในโลก

คนที่รวยที่สุดในโลกนั้นมาจากพื้นเพที่แตกต่างกัน แต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นมี “อุปนิสัย” ที่เหมือนกัน
จำนวนเศรษฐีในสหรัฐฯ  (Millionaire – $US) 31,680,000 คน
จำนวนมหาเศรษฐีในสหรัฐฯ  (Billionaire – $US) 1,426 คน

จากงานวิจัยของ Thomas C. Corley ทำการสำรวจคนที่ “มั่งคั่ง” หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “คนรวย” 233 คน และ “คนจน” 128 คน โดย “คนรวย” และ “คนจน” มีนิยาม ดังนี้

คนรวย คือ บุคคลที่มีรายได้มากกว่า 400,000 บาทต่อเดือน และ มีทรัพย์สินรวมมากกว่า 100 ล้านบาท
คนจน คือ บุคคลที่มีรายได้น้อยกว่า 75,000 บาทต่อเดือน และมีทรัพย์สินรวมน้อยกว่า 150,000 บาท

“นิสัย” ส่วนใหญ่ของคนรวย กับ “นิสัย” ส่วนใหญ่ของคนจน แตกต่างกันดังนี้

  • คนรวยมี To-Do List คนจนไม่มี
  • คนรวยตื่นก่อนทำงาน 3 ชั่วโมง คนจนไม่ตื่นเช้า
  • คนรวยฟัง Audio Book คนจนไม่ฟัง
  • คนรวยพบปะ Connection ใหม่ๆ คนจนไม่ค่อยรู้จักคนใหม่ๆ
  • คนรวยอ่านหนังสือมากกว่า 30 นาทีทุกวัน คนจนไม่อ่านหนังสือ
  • คนรวยรักการอ่าน คนจนไม่ชอบอ่านหนังสือ
  • คนรวยออกกำลังกาย คนจนไม่ค่อยออกกำลังกาย
  • คนรวยไม่ค่อยกิน Junk food คนจนชอบกิน
  • คนรวยดูทีวีน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน คนจนชอบดูทีวี
  • คนรวยสอนนิสัยดีๆ ให้กับลูกทุกวัน คนจนไม่สอน
  • คนรวยให้ลูกทำกิจกรรมอาสาสมัครเดือนละ 10 ชั่วโมง คนจนไม่ให้ลูกทำกิจกรรมอะไรเท่าไหร่
  • คนรวยให้ลูกอ่านหนังสือ คนจนไม่ให้ลูกอ่านหนังสือ
  • คนรวยเขียนเป้าหมายลงในกระดาษ คนจนไม่เขียนเป้าหมาย
  • คนรวยตั้งใจทำเป้าหมายให้สำเร็จ คนจนหยวนง่ายๆ
  • คนรวยเชื่อว่าการพัฒนาตัวเองสำคัญ คนจนไม่เชื่อ
  • คนรวยเชื่อว่านิสัยดีๆ สร้างโอกาสดีๆ ได้เสมอ คนจนไม่เชื่อ
  • คนรวยเชื่อว่านิสัยที่ไม่ดีสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ดีได้ คนจนคิดว่าไม่เป็นไร

272 คนจาก 400 คนรวยที่ติดนิตยสาร ‪Forbes‬ นั้นมาจาก “Self-Made” ส่วน 128 คนที่เหลือนั้นมาจากรับกิจการต่อจากของที่บ้าน

ถ้ายังมีรายได้น้อยกว่า 75,000 บาทต่อเดือน ถ้าวัด scale ระดับโลกยังถือว่าจนอยู่นะครับ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ “เปลี่ยนนิสัย” แล้วความมั่งคั่งจะตามมา

อุปนิสัยของคนที่มั่งคั่งที่สุดในโลก

ที่มา : Habits of the World’s Wealthiest People (Info-graphic) – www.entrepreneur.com

แปลและเรียบเรียงโดย : Ratchakorn Aphiworaphakin