รีวิวหนังสือ One Click “เจฟฟ์ เบซอส” กับประวัติศาตร์ฉบับย่อของ Amazon.com

เจฟฟ์ เบซอส กับประวัติศาสตร์ฉบับย่อของ Amazon.com ร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แปลมาจากต้นฉบับ “One Click: Jeff Bezos and the Rise of Amazon.com” แต่งโดย Richard L. Brandit ลิขสิทธิ์แปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น

เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) เปรียบดั่งโทนี่ สตั๊กในวงการดอทคอท เจฟฟ์ปรากฏตัวต่อสื่อน้อยมาก จะออกสื่อเฉพาะมีการเปิดตัวฟีเจอร์ หรือสินค้าของ amazon ที่เด็ดๆ อย่างเช่น Kindle เท่านั้น ดังนั้นเราจึงรับรู้เรื่องราวความสำเร็จของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักใหญ่ระดับโลกน้อยมาก

ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมบทสัมภาษณ์จากคนใกล้ชิด ข่าว บทความจากหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ เพื่อสืบเสาะ ค้นหาตัวตนของเจฟฟ์ และที่มาที่ไปของเวบไซต์ค้าปลีกใหญ่ยักษ์

การกำเนิดของ Amazon เกิดจากการมองเห็นโอกาสของการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตบนโลกใบนี้ ย้อนกลับไปเมื่อยุคฟองสบู่ดอทคอมกำลังกำลังบูม สิ่งที่เจฟฟ์วาดฝันไว้มีมากกว่านี้ แต่เมื่อมาถึงวันที่ฟองสบู่แตก เค้ากับเป็นผู้ประกอบการ Start up ไม่กี่รายที่อยู่รอดมาได้ ด้วยกลยุทธ์ First Mover – สร้างความได้เปรียบจากการเข้าตลาดก่อนใครอื่น พร้อมๆ กันทิ้งช่วงหนีคู่แข่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ในขณะที่คู่แข่งก็ประมาทเขาเกินไป

บางคนบอกว่า Amazon เติบโตเร็วเกินไป บ้างก็บอกว่าเจฟฟ์ช่างโหดร้ายไม่ปราณีใคร แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม วันนี้ Amazon คือร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว กลายเป็นต้นแบบให้ผู้มาทีหลังเดินตาม ในขณะที่ตัวเจฟฟ์เองก็ขยับขยายธุรกิจออกไปเรื่อยๆ ในวันที่คนอื่นเดินตาม Amazon เจฟฟ์กลับวาดฝันถึงโครงการท่องอวกาศในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึงได้

จริงๆแล้วเรื่องความสำเร็จของ Amazon.com สามารถหาอ่านได้ตามบทความทางธุรกิจทั่วไป แต่สำหรับหนังสือเล่มนี้ถ้าอ่านแล้วจะได้แนวคิดการสร้างธุรกิจ ต้นกำเนิดของคำว่า “ผู้ประกอบการ” หรือ “Start Up” ที่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วไม่มีใครนิยามคำๆนี้ จนเมื่อ Google, eBay, Amazon, PayPal หรือแม้แต่ Facebook เกิดขึ้นมาบนโลกนี้

Amazon ไม่ใช่เว็บไซต์ขายหนังสืออนไลน์แห่งแรกของโลก แต่เป็นเว็บไซต์ขายหนังสือที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้

Amazon ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะขายหนังสือตั้งแต่แรก เพียงแต่หนังสือเป็นอะไรที่บรรจุ และจัดส่งทางไปรษณีย์ได้ง่าย สะดวกที่สุด มาวันนี้อเมซอนขายทุกอย่าง ตั้งแต่ตัวอักษร A ถึง Z

One Click - Jeff Bezos from Amazon.com

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร

  • Start up ทุกคน ที่คิดจะมีธุรกิจของตัวเอง จะเร่ิมต้นธุรกิจจากศูนย์ คือสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ได้อย่างไร
  • นักการตลาด
  • เจ้าของธุรกิจ

ริวิวหนังสือ 15 กฎทองแห่งการพัฒนาตนเอง

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหยุดเรียนรู้เมื่อตอนเรียนจบ เมื่อใดก็ตามที่คุณหยุดการเรียนรู้ ก็เท่ากับว่าคุณได้หยุดพัฒนาตัวเองแล้ว

หนังสือเล่มนี้ John C. Maxwell นักเขียน นักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่พลิกชีวิตจากการเป็นคนไม่เอาไหน ได้ออกมาเผยเคล็ดลับที่ได้สั่งสมมาจากการพัฒนาตัวเอง ตลอดจนการได้รับคำถาม การให้ตำตอบในการสัมมนา หรืองานบรรยายเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง

15 ข้อที่ต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองมีดังต่อไปนี้

  • กฎแห่งความตั้งใจ เพราะการพัฒนาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
  • กฎแห่งการรู้จักตัวเอง
  • กฎแห่งกระจกเงา ต้องเห็นคุณค่าของตัวเอง เพื่อจะเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง
  • กฎแห่งการแลกเปลี่ยน ต้องยอมสละ เพื่อจะพัฒนา
  • กฎแห่งการออกแบบ ต้องมีกลยุทธ์ จึงจะพัฒนาไปถึงขีดสุดได้
  • กฎแห่งขั้นบันได ยิ่งมีอุปนิสัยดี จะยิ่งพัฒนาไปถึงขีดสุดได้
  • กฎแห่งความสม่ำเสมอ แรงจูงใจช่วยให้เราเริ่มต้น แต่ระเบียบวินัยจะทำให้เราพัฒนาต่อไป
  • กฎแห่งการขยาย ยิ่งพัฒนา ยิ่งเพิ่มขีดความสามารถ
  • กฎแห่งการช่วยเหลือ การพัฒนาตัวเอง ทำให้คุณพัฒนาคนอื่นได้

คำแนะนำสำหรับวิธีการอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ให้ประโยชน์สูงสุด คือการทยอยอ่านสัปดาห์ละบท ค่อยนำความรู้ ความเข้าใจที่ได้อ่านแต่ละบทไปปรับใช้ พัฒนาตัวเองในแต่ละสัปดาห์ครับ

เพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียน

John C. Maxwell เป็นทั้งนักเขียน นักบรรยาย นักสร้างแรงบันดาลใจ ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทุกๆปี John C. Maxwell มักจะได้รับเชิญไปบรรยายในหน่วยงานของรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ องค์กรสหประชาชาติ บริษัทชั้นนำระดับโลกเช่นกลุ่ม Fortune 500 ฯลฯ

ผลงานที่น่าสนใจเล่มอื่นๆ ได้แก่ The 21 Irrefutable Laws of Leadership, Developing the Leader Whit in You และ The 21 Indispensable Qualities of a Leader.

และสุดท้าย เชิญชวนแลกเปลี่ยน เขียนรีวิวหนังสือเล่มนี้ได้ที่ Goodreads.com

15 กฎทองแห่งการพัฒนาตนเอง : The 15 Invaluable Laws of Growth15 กฎทองแห่งการพัฒนาตนเอง : The 15 Invaluable Laws of Growth by John C. Maxwell

My rating: 5 of 5 stars

View all my reviews

มหาอำนาจ 4 ชาติสอนรวย [Book review]

มหาอำนาจ 4 ชาติสอนรวย

ผมเคยสงสัยทำไมเกาหลีใต้ถึงพลิกฟื้นจากประเทศบอบช้ำจากสงคราม จากประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ายากจนที่สุดในโลกเมื่อ 20 – 30 ปีก่อน มาวันนี้ เกาหลีใต้กลับกลายเป็นประเทศร่ำรวยอันดับต้นๆของโลก ประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และที่สำคัญความสำเร็จจากการส่งออกวัฒนธรรม

หนังสือ “มหาอำจาจ 4 ชาติสอนรวย” เป็นหนังสือที่เรียบเรียงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมของทั้ง 4 ประเทศ ทำให้เราทราบที่มาถึงแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของแต่ละชนชาติ โดยมีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่งที่ทั้ง 4 ประเทศมี นั่นก็คือการเป็นประเทศที่คุมอำนาจทางเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้ไว้ โดยในช่วง 30 – 50 ปีที่แล้ว ประเทศเหล่านี้เป็นเพียงประเทศที่อ่อนแอจากศึกสงครามทั้งภายใน และจากสงครามโลก

มหาอำนาจ 4 ชาติสอนรวย

จีน – หนึ่งระบอบการปกครอง สองระบบเศรษฐกิจ ประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองมาหลายยุคหลายสมัย แต่ภายหลังนโยบาย “เปิดประเทศ” ที่เปิดรับการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ชาวจีนเรียนรู้ที่จะ “ลอกเลียน” และพัฒนาจากการเป็นโรงงานของโลก กลายมาเป็นเจ้าของเทคโนโลยี เจ้าของผู้ออกแบบ และผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองออกไปสู่ตลาดโลก โดยอาศัยความได้เปรียบขนาดตลาดภายในประเทศที่ใหญ่โตมโหฬาร และต้นทุนการผลิต

กรณีศึกษาการสร้างแบรนด์ Lenovo, Huawei, Haier, TCL พิสูจน์ให้เห็นว่า “Made in China” ไม่ใช่ตราสินค้าเกรดบีเท่านั้น แต่บริษัทเหล่านี้ได้อาศัยความได้เปรียบ อีกทั้งการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ ทำให้บริษัทเหล่านี้ไปยืนอยู่แถวหน้าบริษัทชั้นนำของโลก

ยิว – ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าระบบการเงิน การธนาคารที่โลกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีต้นกำเนิดมาจากชาวยิว ชาวยิวเป็นชนชาติที่ต้องเผชิญกับการถูกขับไล่ กวาดล้างอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ชาวยิวจะเลือกทำงานที่ต้องใช้สมองในการคิด วางแผนว่าจะสร้างระบบ สร้างเศรษฐกิจยังไง เพราะเชื่อว่า “เงิน” เท่านั้นที่เป็นหลักประกันความมั่นคงไม่ว่าพวกเขาจะอพยพไปอยู่ดินแดนไหน ประเด็นที่ผมสนใจมากที่สุดคือ ชาวยิวสอนลูกหลานให้รู้จักวางแผนการเงินตั้งแต่เด็ก มีการให้ค่าขนมตามการช่วยงานในบ้าน โอากาสสำคัญๆ เช่นปีใหม่จะมีการมอบหุ้นเป็นของขวัญ และเมื่อบรรลุนิติภาวะ หรือเรียนจบเด็กชาวยิวจะมีเงินก้อนหนึ่งเพียงพอที่จะสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เศรษฐกิจทั้งสหรัฐกว่า 2 ใน 3 จะอยู่ในกลุ่มของชาวยิว และนอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลส่วนใหญ่ก็เป็นชาวยิว

ญี่ปุ่น – ประเทศนี้แทบไม่ต้องถึง จากประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 กลายมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกภายในเวลาไม่กี่ปี กลายมาเป็นผู้นำทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยอยู่บนพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่บนแนวแผ่นดินไหว จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอยู่เป็นประจำ

กรณีศึกษาที่น่าสนใจของธุรกิจที่น่าสนใจในญี่ปุ่นก็คือ TOYOTA, Uniqlo และ Cannon

ประเทศสุดท้าย “เกาหลีใต้” จากประเทศเกษตรกรรมที่ยากจนที่สุดในโลกเมื่อปี 1962 มีรายได้ต่อหัวเพียง 87 ดอลล่าร์ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ทศวรรษ เกาหลีใต้กลายเป็นประเทสอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีรายได้ประชาชาติ 20,000 เหรียญสหรัฐต่อคนในปี 2006 ซึ่งมากกว่าคนไทย 10 เท่า

การพัฒนาแบบก้าวกระโดดมาจากการเกื้อหนุนของรัฐบาล ที่สนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรียบกว่า “แชโบล – Chaebol” ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ลุงทุนในทุกอุตสหกรรมที่เกื้อหนุนกัน เช่น Hundai ที่ทำธุรกิจตั้งแต่อู่ต่อเรือ การขนส่ง ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ รวมไปถึงการบินและอวกาศ หรืออย่าง Samsung ที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งการประกันภัย เครื่องจักรกลอุตสากรรมหนัก ชิ้นส่วนไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า และที่คนไทยรู้จักกันคือคือคอมพิวเตอร์และมือถือ โดยกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านการลดภาษีในรูปแบบต่างๆ การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาแล้วถ่ายทอดเทคโลยีให้บริษัทต่างๆเหล่านี้ไปใช้

การสนับสนุนทางด้านการศึกษาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่รัฐบาลเกาหลีใต้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ถือได้ว่ามีการอัดฉีดงบประมาณมหาศาลมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

นอกจากนี้ความทุกข์ยากลำบากในช่วงสงคราม ทำให้ชาวเกาหลีมีความอดทนต่อการทำงานหนัก มุ่งมั่นตั้งใจศึกษาค้นคว้า แล้วพัฒนาสินค้าของตัวเองให้ดีกว่าคู่แข่งอยู่เสมอ

ทุกวันนี้เกาหลีใต้คือผู้ส่งออกวัฒนธรรมเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่การเปิดตลาดสินค้าเทคโนโลี แฟชั่น บันเทิง และการท่องเที่ยว ที่หลายประเทศหันมาจับตามองและอยากเดินตามรอยความสำเร็จเฉกเช่นที่เกาหลีใต้สำเร็จและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

Samsung กรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยมีต้นกำเนิดธุรกิจเมื่อปี 1938 หมายถึง “ดาวสามดวง” วัตุประสงค์แรกก่อตั้งเพื่อดำเนินธุรกิจส่งออกปลาแห้ง ผัก และผลไม้เกาหลีไปยังแมนจูเรียและปักกิ่ง จากนั้นก็ขยับขยายธุรกิจมาสู่การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขยับขยายสู่ธุรกิจอื่นๆ

แรกๆ นั้น “ซัมซุง” เป็นเพียงบริษัทผู้รับจ้างผลิตสินค้าเท่านั้น แต่เมื่อซัมซุงเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทผู้รับจ้างผลิตสินค้ามาเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าเสียงเองก็ต้องประสบกับปัญหาต่างๆมากมาย โดยเฉพาะภาพลักษณ์สินค้าที่ถูกมองว่าเป็นเพียงสินค้าเกรดบี ราคาถูก ซัมซุงจึงได้ลงทุนตั้งโครงการ “Regional Specialist” เพื่อคัดเลือกพนักงานคนหนุ่มสาว 4,700 คน เพื่อเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ใน 80 ประเทศทั่วโลก โดยหนุ่มสาวเหล่านี้จะต้องผ่านการเข้าค่ายในเกาหลีเป็นระยะเวลา 3 เดือน เรียนรู้ระเบียบวินัยเช่นทหาร เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรมของประเทศที่จะไป เมื่อผ่านคอร์สเข้มข้นนี้แล้ว พวกเขาจะถูกส่งไปประจำในแต่ละประเทศเป็นเวลา 12 เดือน โดยไม่มีผู้ติดตาม หน้าที่คือ “ไปใช้ชีวิต” ในแต่ละประเทศ ไปเดินตลาด นั่งร้านกาแฟ เข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต อ่านหนังสือพิมพ์  เพื่อซัมซับวิถีชีวิตของคนในแต่ละประเทศ เข้าใจวิธีคิดของผู้คน เรียนรู้พฤติกรรม จากนั้นส่งรายงานกลับมายังสำนักงานใหญ่ที่เกาหลีใต้

กลยุทธ์นี้แม้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลงทุนมหาศาล แต่ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ซัมซุงได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจ แบรนด์ Samsung กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดเป็นอันดับ 17 ของโลกในปี 2011 ทิ้งห่างคู่แข่งในช่วงนั้นอย่าง Sony ชนิดไม่เห็นฝุ่น

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม รวมไปถึงกรณีศึกษาความสำเร็จของแต่ละบริษัท จึงน่าจะมีข้อดี จุดเด่นของแต่ละวิธีคิดของแต่ละชนชาติที่เราสามารถหยิบยกไปใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ชาวยิวที่ยึดถือหลัก “ไม่หมิ่นเงินน้อย” กำไรเล็กๆน้อยๆ เมื่อรวบรวมกันก็สามารถสร้างเป็นกำไรมหาศาลได้ ชาวเกาหลี และญี่ปุ่นที่ยึดหลักความอดทน มุ่นมั่น พัฒนาตัวเองอยู่สม่ำเสมอจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

มหาอำนาจ 4 ชาติสอนรวยมหาอำนาจ 4 ชาติสอนรวย by สุวรรณา ตปนียากรกช

My rating: 4 of 5 stars

ผู้เขียนได้รวบรวม เรียบเรียงข้อมูลได้ดีมากครับ ทั้งในแง่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมความเป็นมาของทั้ง 4 ชาติ คือ จีน ญี่ปุ่น ยิว และเกาหลีใต้ รวมไปถึงหยิบยกกรณีศึกษาธุรกิจใหญ่ๆที่ประสบความสำเร็จระดับโลก โดยมีต้นกำเนิดมาจากประเทศต่างๆ เหล่านี้

View all my reviews

Eat That Frog : กินกบตัวนั้นซะ [Book]

Eat That Frog : กินกบตัวนั้นซะ

21 วิธีหยุดการผัดวันประกันพรุ่ง และทำงานให้ได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง

ผมได้รับคำแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อหลายปีก่อนแล้ว ตั้งแต่ยังเรียนมหาลัย โดยผู้แนะนำให้สรุปให้ผมฟังสั้นๆแต่เพียงว่า

ทุกๆวันที่เราตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเรียน จะทำงาน จะมีงานบางอย่างที่เราไม่อยากจะทำมัน แต่ก็ต้องทำมันซะ และเมื่อทำมันแล้ววันๆนั้นก็จะผ่านพ้นไปอย่างง่ายดาย

ก็ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย ถ้าเราตื่นนอนขึ้นมาในวันหยุดแล้วรู้สึกขี้เกียจตื่น ขี้เกียจอาบน้ำ สุดท้ายเราก็ต้องลุกขึ้นมาอยู่ดี และนั่นแหละคือการ “กินกบตัวนั้นซะ”

สำนวน Eat That Frog จึงเปรียบเสมือนการอดทน อดกลั้นตั้งใจทำในสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงไม่กี่อย่าง ที่จะมีผลต่อเราทั้งในวันนั้นๆ และวันต่อๆไปในอนาคต

เนื่องจากเราไม่มีเวลามากพอที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เราจำเป็นต้องเลือกทำเพียงอย่างสิ่งบางอย่าง ส่วนที่เหลือก็ใช้หลักการบริหารจัดการตัวเองเข้ามาช่วย ซึ่งทั้งหมดนี้ “ไบรอัน เทรซี่” ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้บอกไว้แล้ว

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในเวอร์ชั่นพิมพ์ครั้งนี้ก็คือ การจัดการตัวเองในให้พ้นจากกับดักทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Social Network ต่างๆ ที่มีข้อมูลถาโถมเข้ามาหาเราตลอดเวลา การมีข้อมูลข่าวสารที่มาไว ไปไวให้ชนิดเลือกเสพไม่ถูก

book-eat-that-frog-brian-tracy

เนื้อหาในเล่มนี้ประกอบไปด้วย

  1. จัดโต๊ะ
  2. วางแผนแต่ละวันเอาไว้ล่วงหน้า
  3. ใช้กฎ 80/20 กับทุกเรื่อง
  4. คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมา
  5. ฝึกผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์
  6. หมั่นใช้เทคนิค ABCDE อยู่เสมอ
  7. ให้ความสำคัญกับหน้าที่หลัก
  8. ประยุกต์ใช้กฎทองสามประการ
  9. เตรียมการอย่างรอบคอบก่อนเริ่มงาน
  10. จับตามองถึงน้ำมันทีละถึง
  11. พัฒนาทักษะสำคัญๆ ของคุณให้ดีขึ้น
  12. นำความสามารถพิเศษของคณมาใช้ให้เกิดผล
  13. มองหาข้อจำกัดของคุณ
  14. สร้างแรงกดดันให้ตัวเอง
  15. เพิ่มพลังของคุณไปสู่จุดสูงสุด
  16. กระตุ้นตัวเองให้ลงมือทำ
  17. สลัดตังเองให้พ้นจากกับดักเทคโนโลยี
  18. หั่นงานเป็นชิ้นๆ
  19. สร้างช่วงเวลาขนาดใหญ่
  20. สร้างสำนึกแห่งความเร่งด่วน
  21. แน่วแน่กับงานทุกอย่างที่ทำ

และสุดท้าย รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน

เมื่องานที่ยากที่สุดถูกจัดการแล้ว วันนั้นทั้งวันคุณก็จะมีเวลาเหลือให้ทำอย่างอื่นตั้งเยอะครับ

Eat That Frog!: 21 Great Ways to Stop Procrastinating and Get More Done in Less Time

Eat That Frog!: 21 Great Ways to Stop Procrastinating and Get More Done in Less Time by Brian Tracy

My rating: 5 of 5 stars

View all my reviews