วิธีตั้งค่าปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติบนเฟซบุ๊ค

วิธีการปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ หรือ Video Autoplay บน Facebook ทำได้ดังต่อไปนี้

วิธีปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ สำหรับ Facebook App บน iPhone

  1. ไปที่เมนู More (เพิ่มเติม) มุมขวาล่าง แล้วเลือกที่ Setting (การตั้งค่า)
    ปิด-vdo-auto-facebook-ปิดเล่นวีดีโออัตโนมัติเฟซบุ๊ค-iphoneen-1
  2. เลือก Account Setting (การตั้งค่าบัญชีผู้ใช้)
    ปิด-vdo-auto-facebook-ปิดเล่นวีดีโออัตโนมัติเฟซบุ๊ค-iphoneen-2
  3. Video and Photos (วีดีโอและรูปภาพ)
    ปิด-vdo-auto-facebook-ปิดเล่นวีดีโออัตโนมัติเฟซบุ๊ค-iphoneen-3
  4. ตรง Video Setting (การตั้งค่าวีดีโอ) ให้เปลี่ยนเป็น Never Autoplay Videos หรือ ไม่ต้องเล่นวิดีโออัตโนมัติ
    ปิด-vdo-auto-facebook-ปิดเล่นวีดีโออัตโนมัติเฟซบุ๊ค-iphoneen-4ปิด-vdo-auto-facebook-ปิดเล่นวีดีโออัตโนมัติเฟซบุ๊ค-iphoneen-5

วิธีปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติบนบราวเซอร์

  1. ไปที่เมนูดรอปดาวมุมขาวบน เลือก Settings (การตั้งค่า) แล้วคลิกที่ Videos
    ปิด-vdo-auto-facebook-ปิดเล่นวีดีโออัตโนมัติเฟซบุ๊ค-1
  2. ภายใต้แถบ Video Settings (การตั้งค่าวิดีโอ) ตรงบรรทัด Auto-Play Videos ให้เปลี่ยนเป็น Off หรือ ปิด
    ปิด-vdo-auto-facebook-ปิดเล่นวีดีโออัตโนมัติเฟซบุ๊ค-2

เรื่องน่ากังวลของคนดิจิทัล

หลายวันก่อนเห็นบล็อก “เรื่องน่ากังวลของแรงงานการตลาดดิจิทัลในปัจจุบัน” จาก www.nuttaputh.com แล้วมีหลายประเด็นที่เห็นด้วย และอยากจะเสริม

ทำไมขาดแคลนแรงงาน Digital Marketing

เพราะ Digital Marketing แบบจริงๆ จังๆ เพิ่งมีในเมืองไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนการตลาดเน้นไปยังสื่อกระแสหลัก สื่อดั้งเดิม (Traditional Media) มีการเรียน การสอนเยอะแยะ พอปรับตัวเข้าสู่โหมดดิจิทัลอย่างจริงจัง เริ่มหาคนเป็นงานยาก เพราะถ้าจบสายการตลาดจ๋า โฆษณาจ๋า มักจะไม่เก็ตเรื่องไอที Geek ไม่มากพอ ตามไม่ทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ครั้นจะเป็นคนจบสายไอที ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ หรือสายสารสนเทศ (ICT) มีความเป็น Geek มาก แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการตลาด การโฆษณาอีกมาก ส่วนใหญ่ที่รู้จักมักจะผันตัวมาจากสายนี้ และใช้เวลาในการพัฒนาตัวเอง ปรับปรุงเรื่องที่ยังไม่เข้าใจซักพัก กว่าจะแก่นแก้ว

การพัฒนาองค์ความรู้ Digital Marketing

ส่วนตัวชอบมีคนรอบข้างเข้ามาถามว่าถ้าอยากรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้ต้องไปเรียนที่ไหน เทคคอร์สอะไรบ้าง ตอบได้คำเดียวครับว่า “ไม่มี” สมัยนี้อาจจะเริ่มมีเยอะมากขึ้น แต่เมื่อก่อนต้องขวนขวายหาความรู้เอง เกิดจากความสนใจใคร่รู้เป็นหลัก อ่านบล็อกต่างประเทศ สั่งหนังสือภาษาอังกฤษจากอะเมซอนมาเปิดดิกแปลเอง ทั้งๆที่ text book ในสาขาที่เรียนเองไม่ได้ทุ่มเทขนาดนี้เลย อ้อ!! อีกอย่างผมจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขา Aviation Management (การจัดการการบิน) ครับ คือเรียนผสมกันระว่าศาสตร์การบิน กับศาสตร์การบริหารธุรกิจ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ Digital Marketing เลย

การแย่งตัวแรงงาน Digital Marketing

เมื่อทำงานในวงการนี้ไปซักพัก ถ้าโปรไฟล์โอเคในระดับนึง จะเริ่มถูกทาบทาม ทั้งฝั่งแบรนด์ และฝั่งเอเจนซี่ หรือที่เรียกกว่ากัน Head Hunter/Recruiter นั่นแหล่ะครับ ผมเคยถูก Head Hunter โทรมาเสนอตำแหน่งงานพร้อมกัน 3 บริษัท พร้อมๆ กันในเดือนเดียวกัน ข้อเสนอก็ช่างเย้ายวน มีอยู่ครั้งนึงได้รับโอกาส Interview จากบริษัทต่างชาติจากสิงคโปร์ ทั้งทำแบบทดสอบวัด attittude สัมภาษณ์ทาง skype แล้ว สุดท้ายด้วยหลายๆ ปัจจัยทำให้ไม่ได้ไปร่วมงานกับที่นั่น ไม่รู้สึกเสียดายนะ รู้สึกโชคดีเสียอีก ทำให้รู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหน และต้องเดินไปยังจุดไหน ทำให้มีทิศทาง เป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน

แรงงานไม่ได้ประสิทธิภาพ

เนื่องจากการอุบัติขึ้นของ social network ความสำเร็จมากมายของ start up เกิดจากการมีไอทีเป็นตัวช่วย คนที่จะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ถึงแก่นก็น่าจะเป็นคนที่เกิดมากับมัน ก็คนอย่าง Gen Y อย่างผมลงไปนั่นแหล่ะฮะท่านผู้ชม เพราะฉะนั้นจงอย่าแปลกใจที่จะเห็นคนอายุไม่เกิน 30 ขึ้นมาเป็น Director หรือระดับผู้บริหาร เราควรทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องปกติ ส่งเสริมการเติบโตในสายอาชีพ (Career Path) ตามความสามารถ ไม่ใช่ตามวัยวุฒิอย่างเดียว บางคนแก่ประสบการณ์มานาน ก็ใช่ว่าจะเข้าใจเนื้องานสาย Digital Marketing ซักเท่าไหร่ ต่อให้เอาปริญญาฮาร์เวิร์ด 10 ใบมากอง แต่ถ้าเป็นองค์ความรู้เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ใช้ในทศวรรษนี้ไม่ได้ครับ อย่างไรก็ตามข้อเสียของคน Gen Y ที่ก้าวขึ้นมาสู่ระดับ Manager/Director หรือระดับ Excecutive คือ ขาดทักษะการบริหารคนครับ คนเหล่านี้ยังผ่านประสบการณ์การทำงาน การเข้าใจผู้คนที่น้อย องค์กรควรส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาเรื่องนี้ มีสถาบันพัฒนาความเป็นผู้นำ มีคอร์สฯ เยอะแยะครับ ลงทุนหน่อยน้าาาา

สิ่งที่ค้างคามานาน ใครเป็นคนกำหนดว่าอายุเท่านั้น เท่านี้ถึงควรจะเป็นตำแหน่งนี้ ตำแหน่งนั้น?

และก็อีกอย่าง เคยเห็นหัวหน้างานที่เคยผ่านการทำงานในองค์กรระดับโลกถูกไล่ออกต่อหน้าต่อตามาแล้ว อายุพี่เค้าก็ไม่น่าจะเกิน 40 นี่คือข้อยืนยันอย่างหนึ่งว่าอายุ และประสบการณ์ไม่เพียงต่อกับสายงานดิจิทัล ถ้ามาผิดจังหวะนะ

ฟองสบู่ที่พร้อมจะแตก

เรื่องนี้ผมเองก็วิตกอยู่เหมือนกันครับ ว่า 3 ปี 5 ปีข้างหน้าจะยังเป็นแบบนี้อยู่อีกมั้ย จึงไม่ประมาท พยายามเติมความรู้ อัพเดทตัวเองตลอด รู้ลึกให้เชี่ยวชาญ และรู้กว้างมากขึ้น เพราะพรุ่งนี้เทรนด์อาจเปลี่ยน เราก็ต้องปรับตัวตามให้ทัน

สำหรับผมเรื่องเงินเดือนค่าตอบแทนไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเลือกทำงานกับใคร (แต่ถ้ามากกว่านี้ก็ดี ฮ่าๆๆๆ) หากแต่เป็นการตอบโจทย์และเป้าหมายในชีวิต บ่อยครั้งต้องปฏิเสธเงินเดือนสูงลิ่ว เพียงเพราะบวกลบแล้ว ต้องคิดต่อไปอีกว่าเค้าจ้างเราขนาดนั้นแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคืออะไรบ้าง ทำยังไงเค้าถึงจะคุ้มทุนที่จ้างเราสูงขนาดนั้น บางกรณีก็เป็นเรื่องของต่างกรรม ต่างวาระ ฝั่งเอเจนซี่รายได้หลักมาจากกำไรค่าโฆษณา ในขณะที่ฝั่งแบรนด์ หรือ eCommerce จะมาจากกำไรในการดำเนินธุรกิจ ต้นทุน และสเกลธุรกิจต่างกัน เพราะฉะนั้นแบรนด์จะจ่ายหนักก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ หากจ่ายมากขึ้นนิดนึง แต่กำไรเพิ่มขึ้นมหาศาล

1200x630

ส่ิงที่เหนื่อยๆ สุดๆ และชวนท้อที่สุดของคนทำงาน Digital Marketing ในยุคนี้คือการต้องต่อสู้กับ Mindset ของลูกค้าที่ใช้กรอบความคิดการตลาดในยุคเดิมในโลกใบใหม่ ความคาดหวังของลูกค้าบางอย่างมันเป็นไปได้ บ่อยครั้งที่ลูกค้าหวังไว้อีกอย่าง คุยกันไม่รู้เรื่อง พอผลลัพธ์ออกมาไม่ได้ดั่งใจก็โทษว่า Digital Marketing ไม่ได้เรื่อง

ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนที่ทำงานดิจิทัลต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกัน สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยคำพูดที่ว่า

“คงต้องปล่อยให้คนรุ่นนี้เกษียณออกไปก่อน ทางถึงจะสะดวกมากขึ้น”

5 เรื่องที่ผมได้เรียนรู้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา

จริงๆ ที่มีอยู่ในหัวไม่ถึง 5 เรื่องหรอก จั๋วหัวเรียกแขกไปงั้น

เรื่องมีอยู่ว่าช่วงนี้แหล่ะ กลางๆ ปีเป็นฤดูเปลี่ยนงานของใครหลายๆ คน เมื่อปีที่แล้วผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนตัวเปลี่ยนงานบ่อยหรือไม่บ่อยไม่รู้ เพราะไม่ทราบดัชนีชี้วัดว่าอยู่ตรงไหน แต่โดยเฉลี่ยมีอายุงาน 1 – 2 ปี เพราะเป็นคนชอบเรียนรู้ อยากทำเป็น อย่ากเก่ง อยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

พอชีวิตผ่านการทำงานมาช่วงนึง เริ่มได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง ก็เลยขอโน๊ต จดบันทึก และแบ่งปัน

tuscany-428041_1280

  1. การเปลี่ยนงานคือการเปลี่ยนที่เผชิญปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหา อันนี้รู้และเข้าใจมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะมีพี่ๆที่เคารพเคยบอกมา แต่เห็นคนรอบข้างชอบบ่น คนที่บ่นเยอะๆ ว่าเจอปัญหานี่ ปัญหานั้น ไม่พอใจ เดี๋ยวก็จะลาออก คนที่พูดแบบนี้ส่วนใหญ่จะอยู่นาน อาจจะด้วยภาระ ปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เขาต้องอยู่ทน หรือทนอยู่ ส่วนคนที่ไม่ค่อยพูดนี่ชอบทำเซอร์ไพร้ซ์ ปุ๊บปั๊บ กว่าจะรู้ว่าเค้าลาออกก็เมื่อเค้าออกไปแล้วเป็นเดือน ก็มีมีแต่กลุ่มคนระดับกลางๆ เท่านั้นแหล่ะ บ่นบ้างเล็กน้อย และมักจะคาดหวังว่าเมื่อไปที่ใหม่จะไม่เจอปัญหาแบบเดิม จริงๆ แล้วไม่ ธรรมชาติของการที่คนหลายๆ คนมาอยู่ร่วมกัน ความเข้าใจไม่ตรงกัน ปัญหาย่อมมีธรรมดา ต้องเรียนรู้ และปรับตัวครับ
  2. รู้จักการบริหารความคาดหวัง หมายความว่า อย่าคาดหวังกับองค์กรมากเกินไป เช่น จะได้เรียนรู้เยอะๆ อยากได้เงินเดือนและสวัสดีการเยอะๆ ในขณะเดียวกันจงทำตัวให้เหนือความคาดหวัง หมั่นพัฒนาความรู้ ทำตัวเป็นแก้วเปล่าพร้อมรับฟัง เรียนรู้อยู่เสมอ ที่ผ่านมาเจอไม่น้อยที่ชอบถามว่าทำงานที่นั่น ที่นี่ได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยไม่สนว่าถ้าตัวเองเข้าไปทำงานแล้วจะใช้ความรู้ ความสามารถให้กับองค์กรได้เท่าไหร่ ที่เหลือจะตามมาเองครับ ถ้ามั่นใจว่ามีของ ปล่อยไปเต็มที่แล้ว แต่รู้สึกว่าไม่ได้อะไรกลับมา หรือไม่มีใครเห็นคุณค่าก็รีบออกมาครับ ง่ายๆ
  3. ให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทำกันได้ยาก อย่างน้อยก็เรื่องนินทานี่แหล่ะ ลองนึกดูครับนายไก่ นายวัว นายควายเป็นเพื่อนกัน วันหนึ่งนายไก่พูดนินทาลับหลังถึงนายควายในเรื่องที่ไม่ดี แล้วบายวัวเดินผ่านมาได้ยิน ถ้านายวัวหัวหูเบาพอก็จะตัดสินนายควายไปแล้ว ทั้งที่มันอาจจะไม่จริง หรือถ้าจริงถ้าไม่เกี่ยวกับงาน แต่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว ตัดสินไปแล้ว ก็จะทำให้ภาพที่มองนายควายเปลี่ยนไป การประสานงาน การทำงานร่วมกันก็จะไม่ราบรื่นอีกต่อไป
  4. หมั่นสร้างคอนเน็คชั่น การเข้าร่วมสัมมนา สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพที่ทำ นอกจากจะเป็นการพัฒนาความรู้แล้ว การได้รู้จักเพื่อนร่วมอาชีพ เพื่อนร่วมวงการ จะช่วยขยายกรอบความคิดของเราให้กว้างออกไป เพราะแค่การระดมความคิด การผ่านการทำงานร่วมกันในบริษัท ในแผนกเดียวอาจจะได้ประสบการณ์ระดับนึงเท่านั้น นอกจากนี้เผื่อมีโอกาสทางหน้าที่การงานในอนาคตผ่านคอนเนคชั่น หรือได้ลูกค้าใหม่ๆ ก็เป็นได้ โอกาสไม่ออกไปหาก็ไม่เกิดนะครับ
  5. อย่าทำงานกับองค์กรที่มีเจ้านายเป็นสามี-ภรรยามาทำงานด้วยกัน อันนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ถ้าภรรยา หรือสามีที่เป็นเจ้าของบริษัทที่คุณทำงานอยู่เกิดทำอะไรให้รู้สึกไม่สบายใจ อาจจะเป็นคำพูดบางคำพูด หรือความขัดแย้งทางความเห็นบางอย่างในการทำงาน คุณอาจจะรู้สึกไม่ดีไปกับอีกคนไปด้วย แล้วส่งผลกระทบต่อความราบรื่นในการทำงาน เกิดความอึดอัดไม่สบายใจก็เป็นได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าระหว่างลูกน้องกับเมียจะเข้าข้างใคร ไม่ต้องตอบครับ ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นกันทุกคน เน้นว่าเป็นกับบางคน ถ้าลักษณะนิสัย วัฒนธรรมองค์กรเข้ากันได้ก็ดีไป

ผิดพลาด ยอมรับ ปรับตัว เรียนรู้

สุดท้าย วันก่อนไปเจอคำคมพี่ตูน โคตรชอบเลย

“คนที่ไม่ชอบ เขาก็ไม่ชอบเราอยู่ดี พยายามเท่าไหร่ให้เขามาชอบ…ก็ไม่มีประโยชน์
ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารักและรักเราดีกว่า ดูแลกันให้ดีที่สุด ชีวิตนี้อีกไม่นานก็ต้องตายจากกันแล้ว คิดดีทำดีให้กันเข้าไว้…สนุกจะตายครับ” – ตูน บอดี้สแลม
11407102_1004784049541058_8606757068905942679_n

ไม่ได้ติดหรู แค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุด

เคยเป็นมะ หมั่นไส้กระแสสังคม แบบว่าใช้ไอโฟน แม็คบุ๊ก นั่งร้านกาแฟสตาร์บั๊กส์

แต่ก่อนผมก็เป็น เห็นคนแชร์ๆ รูปพวกนี้หน่อยไม่ได้ รู้สึกหมั่นไส้จริงๆ

พอชีวิตมาถึงจุดๆ นึง อยากจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ทำงานหนักมากขึ้นอยากได้อะไรตอบแทนตัวเอง ก็เลยสอยไอโฟนหก กับแม็คบุ๊กแอร์ 11 นิ้วมาเป็นของตัวเอง เป็น 2 ผลิตภัณฑ์แรกจากแอปเปิลที่ได้มีโอกาสครอบครอง เสียดายด้วยซ้ำที่ช้าไป เพราะน่าจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่นานๆ กว่านี้

mbareview-1

หลังจากลองเปลี่ยนมาใช้พบว่าชีวิตมันง่ายขึ้นนะครับ จะแบกโน๊ตบุ๊กไปไหนต่อไหนก็ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนัก ไม่ต้องแบกเป้สองสามโลตลอนๆ ทั่วกรุงเทพ มีรถส่วนตัวว่าไปอย่าง การจะใช้บริการขนส่งมวลชนแบบทุลักทุเลมันเหนื่อยนะ

สำหรับผม เทคโนโลยีมีไว้เพื่อแก้ปัญหาครับ ไม่ได้มีไว้โชว์ โอ้อวด ใครจะเข้าใจ ใครจะมองว่าติดหรู ติดแบรนด์ก็ว่ากันไป

เพราะชีวิตผมอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไม่ใช่ครับ ต้องดีที่สุด ชีวิตยังมีหนทางอีกยาวไกล สำหรับผมอะไรครึ่งๆ กลางๆ พอเพียงไม่ใช่ครับ คำว่าพอเพียง คือมีเหลือ แต่เลือกที่จะพอแค่นี้ พร้อมกับเผื่อแผ่ให้คนอื่น ไม่ใช่เอาคำว่าพอเพียงมาเป็นตัวปิดกั้นตัวเองไม่ให้ก้าวออกไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ส่วนกาแฟสตาร์บั๊กส์ เป็นเรื่องของความสบายใจ เต็มใจที่จะจ่าย เพื่อแลกกับการนั่งทำงานในร้านกาแฟ จริงๆ สิ่งที่ต้องการคือสัญญาณไวไฟ กับปลั๊กไฟให้นั่งแช่เป็นวันโดยไม่รู้สึกผิด กาแฟซักแก้วร้อยสองร้อยเมื่อเทียบกับ  Productivity ที่ได้มาก็ถือว่าคุ้มครับ แต่ถ้าที่มีตัวเลือกอื่นที่ดีเท่าหรือใกล้เคียงก็พร้อมที่จะเปลี่ยน ไม่ได้มีความรักภักดีต่อแบรนด์ขนาดนั้น

อย่าไปตั้งเงื่อนไขอะไรให้ชีวิตมันยุ่งยากนักเลยครับ พอใจในสิ่งที่เราเป็น คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่างเขา และเราก็ไม่ต้องเอาความคิดเราไปตัดสินคนอื่น

ไม่รู้ล่ะ ร่ายมาซะยาว จับประเด็นคือ…

…หาที่จบไม่ลงจ๊ะ บ๊าย บาย

ปล. ก่อนจบ บล็อกนี้เขียนด้วย MacBook Air บนรถเมล์สาย ปอ. 44 นั่งจากลาดพร้าว 101 มายังอนุสาวรีย์ชัยฯ ใช้เน็ต 3G ที่ต่อจาก iPhone 6

เครดิตภาพ : http://appleinsider.ru

อะไรที่มีความหมายมากพอให้คุณตื่นมาในทุกๆเช้า

ช่วงนี้อยู่ในสภาวะทำงานหนักที่สุดในชีวิตการทำงาน แต่กลับรู้สึกผ่อนคลาย ไม่กดดันเหมือนหลายๆ ปีที่ผ่านมา

นึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ช่วงเริ่มทำงานใหม่ๆ บ้านอยู่ไกลถึงบางบัวทอง แต่ที่ทำงานอยู่ในเมืองย่านเพลินจิต เงินเดือนหมื่นนิดๆ ต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตี 5 อาบน้ำ ออกมารอรถตู้หน้าหมู่บ้านให้ทันก่อน 6 โมง นี่ต่อแรกนะ มาปากทางก็ต้องมาต่อแถวที่วินรถตู้ยาวไปขบวนรถไฟ เพื่อขึ้นทางด่วนมาลงอนุสาวรีย์ฯ แล้วก็ต่อสุดท้ายกับรถไฟฟ้า เพื่อให้ทันเข้างาน 8.30 น.

ตอนนั้นจำไม่ได้ว่ามี Passion อะไรมากมายถึงยอมทนได้ขนาดนั้นเป็นเวลากว่า 2 -3 ปี แล้วชีวิตก็ล้มลุก คลุกคลานมาตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมา

คิดอยู่แต่เพียงว่า “หากไม่สูงต้องเขย่ง หากไม่เก่ง ต้องขยัน” เราเองก็ใช่ว่าชีวิตจะไม่มีทางเลือก แต่เราเลือกที่จะลำบากแบบมีเป้าหมาย เพื่อชีวิตที่สบายในวันข้างหน้า

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทำงานหนัก เลิกงานประจำก็ต้องทำงานเสริม ขายของออนไลน์ แค่นั้นไม่พอยังต้องแบ่งเวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม งานประจำที่ทำอยู่เดิมก็ไม่มีเวลาเข้า-ออก ตอกบัตรชัดเจน หมายถึงเนื้องานนะ งานออนไลน์เอเจนซี่บางทีดึกๆ ดื่นๆ ก็ต้องฝืนทำ เพราะแคมเปญต้องปล่อยคืนนั้น หรือพรุ่งนี้ 9 โมง รีพอร์ทก็ต้องพร้อม ทำให้ต้องนอนดึก ตื่นสาย กว่าจะถึงที่ทำงาน ฝ่ารถติดเยอะแยะ

แต่คำพูดที่ได้รับจากเจ้านายคือ “วันเสาร์ – อาทิตย์ มัวแต่ทำอะไรอยู่ แทนที่จะพักผ่อนให้เต็มที่ เช้าวันจันทร์จะได้สดชื่น ตื่นมาทำงานทัน”

คือแบบ… ถ้าคิดแบบทัศคติแย่สุดๆเลยนะ เงินเดือนก็น้อยไม่พอจะใช้ ต้องแบ่งให้ที่บ้าน ต้องโหนรถเมล์ฟรี บางเดือนต้องกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง 15 บาทเป็นมื้อเย็น จะอะไรนักหนาวะ

หากคิดว่าเราเป็นเจ้าของบริษัท ไม่ได้รู้เรื่องในหน้าที่ความรับผิดชอบของลูกค้า ก็คงมองแบบแย่ๆ อยู่หรอก แต่อย่าลืมว่าช่วงเวลาที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศเขาเอาเวลาไปทำอะไรอยู่ จะให้แฟร์ๆเลยคือหลังเลิกงานต้องไม่ให้มีการหอบงานกลับไปทำที่บ้าน ถามว่าทำได้มั้ย “ไม่เคยได้หรอกครับ สำหรับงานเอเจนซี่ เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและรับได้ครับ”

…แค่คิดในใจ ไม่ได้พูดอะไรออกไป

เป็นได้ทั้งแรงฮึดให้ขยัน ฝีกฝนตัวเองให้เก่งๆ ขึ้นไปอีก เพื่อโอกาสที่ก้าวหน้าต่อไป

จนกระทั่งทุกวันนี้ รู้สึกดีที่มี Head Hunter ติดต่อนำเสนองานเข้ามา มีทั้งต่างประเทศ และในประเทศ คิดอยู่เสมอว่าโอกาสทุกโอกาสไม่ได้เข้ามาง่ายๆ พยายามจะรับไว้ แล้วเลือกพิจารณาอีกที

และนี่ก็เลยทำให้รู้ว่าแต่ละวันที่หมดไป และวันใหม่ที่ตื่นขึ้นมา เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ตัวผมเองจะขอทำงานหนักไปอีกซัก 2 – 3 ปี ก่อนที่จะไปมีธุรกิจของตัวเอง

ภูมิใจกับความก้าวหน้าที่มีอยู่ทุกวันนี้ และคิดว่าตัวเองยังไปได้ไกลกว่านี้

เหนื่อยครับ แต่เหนื่อยอย่างมีเป้าหมาย