เปลี่ยนภาษา mac ด้วยปุ่ม caps lock

เปลี่ยน ภาษา mac

หลังจากที่ Apple ปล่อยให้อัพเกรด macOS Sierra แล้วพบว่ามีฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจคือเราสามารถใช้ปุ่ม caps lock ตั้งค่าเป็นปุ่มเปลี่ยนภาษาให้สลับไปมาระหว่างไทย-อังกฤษได้ด้วย แทนที่จะใช้ปุ่ม command+space bar

สำหรับวิธีการตั้งค่านั้น ให้ไปที่เมนู System Preferences > Keyboard > Input Sources จากนั้นติ๊กเครื่องหมายถูกหน้าช่อง Use the cap locks key to switch to and from U.S.

เดิมทีปุ่ม caps lock นั้น มีไว้เพื่อพิมพ์ตัวใหญ่โดยไม่ต้องกดปุ่ม shif ทีละตัว แต่เมื่อตั้งค่าเป็นปุ่มเปลี่ยนภาษาแล้ว ถ้าต้องมาใช้งานปุ่ม caps locks มีอยู่ 2 วิธีคือ ให้กดปุ่ม caps lock ค้างไว้จนไฟเขียวขึ้น หรือใช้ shift + caps lock แทนก็ได้

ขั้นตอนการตั้งค่าปุ่มเปลี่ยนภาษาในเครื่อง mac ด้วยปุ่ม caps lock

  • ไปที่ System Preferences

เปลี่ยน ภาษา mac

  • ไปที่ Keyboard > Input Sources จากนั้นติ๊กเครื่องหมายถูกหน้า Use the caps lock key to switch to and from U.S.

เปลี่ยน ภาษา mac

สำหรับระบบปฏิบัติการ macOS Sierra นั้นเป็นเวอร์ชั่น 10.12 มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายๆ ตัว เช่น

  • Siri เพียงกดปุ่ม command + space bar ก็สามารถเรียกใช้งาน Siri ได้ทันที
  • Auto Unlock ใช้ Apple Watch เพื่อปลดล็อคเครื่อง Mac ได้เลยโดยไม่ต้องใส่รหัสผ่าน ขอแค่ Apple Watch ก็พอ
  • Universal Clipboard ฟีเจอร์นี้เจ๋งมาก ถ้าสมมติเรากด Copy รูปภาพในไอโฟน สามารถนำไปวางในเครื่อง Mac ได้ทันทีเลย โดยไม่ต้องส่งไฟล์ไปมา ขอแค่ iPhone กับเครื่อง Mac อยู่ใกล้กัน ใช้เครือข่าย Wifi เดียวกัน รวมไปถึงเป็น Apple ID เดียวกัน
  • iCloud Drive ซิ้งค์ข้อมูลในเดสก์ท็อป และใน Documents เข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็น Mac, iPad, iPhone
  • Optimize Storage ระบบจะเก็บข้อมูล ไฟล์งานที่เราไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ ไว้บน iCloud เราสามารถเปิดใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ไฟล์ไหนไม่ได้เปิดนานแล้ว ตอนเปิดไฟล์อาจจะต้องรอดาวโหลดลงมาจาก iCloud ก่อน ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ลดพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์มากถึง 150GB
  • Picture in Picture ย่อหน้าต่างวิดีโอ หรือยูทูปเป็นหน้าต่างเล็กๆ ลอยอยู่เหนือแอพอื่นๆ

รีวิว YouTube Music บริการฟังเพลงฟรี ไม่มีโฆษณาจาก YouTube Red

YouTube Red ฟังเพลงฟรี แบบไม่มีโฆษณาคั่น

YouTube Red เปิดตัวไปเมื่อ ตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยให้บริการเฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้น ในราคา 9.99 เหรียญสหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 350 บาท สมาชิกแบบรายเดือนดู YouTube แบบไม่มีโฆษณา และมีแอพสำหรับฟังเพลงแยกมาต่างหาก นั่นก็คือ YouTube Music (ดาวโหลดได้เฉพาะ App store แอคเคาท์ US เท่านั้น)

โดย YouTube เคลมว่า นอกจากจะไม่มีโฆษณากวนใจแล้ว ยังมี Exclusive content ที่ผลิตขึ้นจาก YouTube Creator ส่งตรงถึงสมาชิกเท่านั้น อย่างเช่น PewDieDie นักแคสเกมส์ระดับโลก หรืออีกหลายๆ ช่องซึ่งผมเองก็ไม่เคยรู้จัก แต่ดูโปรดักส์ชันการถ่ายทำแล้ว ยังกะรายการทีวีมืออาชีพ ถ้าเป็นช่องหนัง ช่องซีรีย์ คุณภาพของภาพและเสียงก็ไม่ต่างจากที่ฉายในทีวี แถมส่วนใหญ่ใส่ Subtitle ภาษาอังกฤษมาให้ด้วย

YouTube Red

สำหรับวิธีการดาวโหลด YouTube Music และใช้บริการ YouTube Red นั้น ต้องใช้แอคเคาท์ US เท่านั้น และติดตั้งแอพ VPN เพิ่มเติม เพื่อแปลงเลข IP Address ให้เป็นผู้ใช้ในอเมริกา

YouTube Red

หน้าตาแอพ YouTube Music

YouTube Red

ลงทะเบียนด้วย Gmail

YouTube_Music_YouTube_Red-03

YouTube Music มีให้ทดลองใช้ 14 วัน

YouTube_Music_YouTube_Red-04

YouTube Red จะไปดึงประวัติการฟังเพลงเก่าๆ แล้วมาจัดเรียงเป็น Play list ให้เองอัตโนมัติ

YouTube_Music_YouTube_Red-05

ปุ่มขาวบน มีให้เลือกว่าจะฟังเสียง (Audio) อย่างเดียว ไม่มีภาพก็ได้ อันนี้ช่วยประหยัดแบนวิธได้เยอะ

YouTube_Music_YouTube_Red-07

เมื่อล็อคหน้าจอ ยังฟังเพลงได้เหมือนเดิม

YouTube_Music_YouTube_Red-08

หรือเข้าไปดูคลิปในแอพ YouTube แบบปกติ ดูหนัง ดูละคร ดูถ่ายทอดสด เมื่อปิดหน้าจอ จะยังได้ยินเสียงปกติ

 YouTube Red

โดยทาง YouTube ยังได้เคลมอีกว่า รายได้ส่วนหนึ่ง จะจ่ายให้สมาชิก สมกับความทุ่มเทในการผลิตคลิปดีๆ ออกมา

YouTube Red

หลังจากใช้งานผ่านมา 2 สัปดาห์ พบว่า YouTube ฉลาดจนน่ากลัว จัด Playlist มาให้แบบเดาใจได้แม่นเป๊ะ ว่ากำลังอยากฟังเพลงอะไร หรือบางทีก็ดึงเพลงเก่าๆ ที่เคยชอบฟังเมื่อหลายปีมาแล้วมาเล่นให้ฟัง เดาว่า YouTube ให้ Database ที่มีอยู่ ค้นหา และเลือกเพลงที่เราชอบมาเปิดให้ฟัง อาจจะรวมไปถึงพฤติกรรมว่าฟังเพลงนี้แล้ว ต่อด้วยเพลงอะไร หรือกดข้ามเพลงไหน

นอกจากนี้ยังใช้ความสามารถปุ่มควบคุมการเล่นพลงผ่านหูฟังไอโฟน ได้เช่นเดียวกับแอพฟังเพลง Apple Music หรือ Joox

สำหรับข้อเสียเท่าที่เจอ ไม่คิดว่าเป็นข้อเสียของ YouTube Red แต่หากเป็นที่ตัวคอนเท้นเอง โดยเฉพาะเพลง ถ้าเพลงไหนตอนขึ้นต้นอารัมภบทยืดยาว กว่าจะได้ฟังเพลงก็น่ารำคาญ

ส่วนในเรื่องของราคา ในฝั่งอเมริกา ราคานี้ไม่รู้ถูกหรือแพง ถ้าเปิดให้บริการในไทยที่ราคานี้ 350 บาท คงลำบากพอดู เมื่อเทียบกับ Joox ที่ให้ฟังฟรี หรืออย่าง Apple Music ที่จ่ายแค่เดือนละ 100 บาท

และสุดท้าย เป็นความคิดเห็นที่อยากฝากไปถึงคนที่ชอบบ่นรำคาญโฆษณาใน YouTube ว่า ถ้าตั้งใจจะเข้ามาฟังเพลงในนี้ อาจจะไม่เหมาะกับคุณ เพราะ YouTube ถูกสร้างมาเพื่อเป็นแพล็ตฟอร์มสำหรับการแชร์เนื้อหาวิดีโอ ไม่ได้สร้างมาเป็นสถานีวิทยุออนไลน์ การเปิดคลิป YouTube ฟังเพลงทั้งวันถือเป็นการสิ้นเปลืองแบนวิธมหาศาล ไม่ต่างจากการโหลดบิทในออฟฟิศ เพราะฉะนั้นการมีโฆษณาขึ้นมาคั่นกลางระหว่างชมคลิปหนึ่งคลิปก็ไม่ต่างจากการดูทีวี หรือว่าเราอาจจะเคยชินกับของถูก และฟรีมากเกินไป

ขั้นตอน วิธีการลงทะเบียนใช้ Free Wifi ที่ร้านสตาร์บัคส์

StarbucksAISfreeWIFI_003

การใช้งานสตาร์บัคส์ ฟรีไวไฟ

สตาร์บัคส์ ฟรีไวไฟ : Starbucks Thailand จับมือกับ AIS Super Wifi ติดตั้งจุดปล่อยสัญญาณไวไฟในร้านสตาร์บัคส์ทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ ร้านสตาร์บัคส์ติดตั้งจุดปล่อยสัญญาณไวไฟเป็นของ KSC ซึ่งสามารถใช้ True Wifi ที่ไม่ว่าจะเป็นการสมัคร wifi รายเดือนผ่านเบอร์ทรู หรือซื้อบัตรเติมเงิน, ตัดบัตรเครดิต ในกรณที่ที่ไม่ได้เป็นลูกค้าทรู ซึ่งก็สะดวกดีในระดับหนึ่งสำหรับลูกค้าประจำ แต่สำหรับลูกค้าต่างชาติอาจจะออกอาการเหวอเล็กน้อย เพราะสตาร์บัคในต่างประเทศ หลายๆ ประเทศนั้น สามารถใช้ฟรีได้ทันที

Starbucks Thailand จับมือกับ AIS Super Wifi ติดตั้งจุดปล่อยสัญญาณไวไฟในร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศ สำหรับวิธีการ Log in เข้าใช้งานนั้นแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

StarbucksAISfreeWIFI_003

  1. สมาชิก My Starbucks Rewards
  2. ลูกค้าสตาร์บัคส์

วิธีลงทะเบียนสำหรับ สมาชิก My Starbucks Rewards

วิธีนี้จะสะดวกในการ Log – in เข้าใช้งาน เพราะใช้แค่อีเมล์ กับรหัสผ่านที่เรากำหนดเองได้

StarbucksAISfreeWIFI_002

  • ก่อนอื่นต้องเชื่อมต่อเครือข่าย wifi ที่ชื่อ “STARBUCKS_AIS” ซะก่อน จากนั้นค่อยคลิกที่ “ลงชื่อเข้าใช้”

StarbucksAISfreeWIFI_003

  • คลิกที่ “สมาชิก My Starbucks Rewards”

StarbucksAISfreeWIFI_004

  • กรอกอีเมล์ และรหัสผ่าน สำหรับบัญชี My Starbucks Rewards ซึ่งถ้ายังไม่มี สามารถสมัครได้ที่ http://starbuckscard.in.th/

StarbucksAISfreeWIFI_005

  • กรอกข้อมูลส่วนตัว ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน ซึ่งตรงส่วนนี้เป็นการปฏิบัติตามกฏหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งตรงส่วนนี้เป็นการป้องกันการใช้ไวไฟกระทำผิดกฏหมาย จะได้ตามตัวถูก ซึ่งส่วนตัวไม่คิดว่าเป็นปัญหา เพราะร้านแม็คโนนัล และฟรีไวไฟร้านใหญ่ๆ ก็ขอข้อมูล ถ้าที่ไหนใช้ฟรี โดยไม่ต้องกรอกอะไร นั่นแหละยิ่งน่าสงสัย

StarbucksAISfreeWIFI_006

  • จากนั้นระบบจะพาไปยังหน้ายืนยัน เข้าใจว่าล็อกอินหนึ่งครั้ง สามารถใช้ได้ถึงเที่ยงคืนเท่านั้น

วิธีลงทะเบียนสำหรับ สมาชิก My Starbucks Rewards

Starbucks_Free_WIFI_by_AIS-01

  • คลิกที่ “ลูกค้าสตาร์บัคส์”

Starbucks_Free_WIFI_by_AIS-02

  • เลือก “ลงทะเบียนใช้งาน”

Starbucks_Free_WIFI_by_AIS-03

  • กรอกข้อมูล ชื่อ,นามสกุล,หมายเลขบัตรประชาชน และอีเมล์

Starbucks_Free_WIFI_by_AIS-04

  • ระบบจะสุ่ม Username, Password มาให้ ให้กดปุ่ม “ยืนยัน” จากนั้นระบบจะพากลับไปที่หน้าแรกอีกครั้ง ให้ใช้ Username, Password ชุดนี้กรอกได้เลย

Starbucks_Free_WIFI_by_AIS-05

  • เมื่อ Log-in เข้ามาแล้ว ระบบจะแสดงเวลาว่าเหลือเวลาให้ใช้กี่ชั่วโมง อันนี้นับจากเวลานั้นๆ จนถึงเที่ยงคืน

หลังจากใช้งานไปซักพักทดสอบความเร็วด้วย Speedtest.net พบว่ามีความเร็วสำหรับการดาวโหลดอยู่ที่ 9.99 Mbps และอัพโหลดที่ 1.01 Mbps สำหรับการใช้งานผ่านโน๊ตบุ๊ก และ 5.42/0.75 Mbps สำหรับการใช้งาน iPhone

Starbucks-AIS-Wifi-Speedtest

Photo 5-8-16, 6 12 05 PM

เมื่อผมเกือบโดนต้ม

เมื่อผมเกือบโดนต้ม

ปกติไม่ค่อยใช้งาน Opera ซักเท่าไหร่ แต่วันนี้ขี้เกียจ Log out จาก Facebook ที่กำลังทำงาน แล้ว Log in ใหม่ ก็เลยใช้วิธีเปิดแยกอีกบราวเซอร์ แล้วเจอ Pop Up เด้งขึ้นมา บอกว่าได้รับบัตรกำนัล 25,000 บาท Tesco เกือบกดร่วมเล่นแล้ว เหลือบไปมอง URL ผิดสังเกต และแล้วก็ใช่จริงๆ ด้วย เป็นโดเมนที่จดหลอกๆ ขึ้นมา คาดว่าจะหลอกข้อมูล username, password หรือไม่ก็ข้อมูลส่วนตัว

เพราะฉะนั้น การ Log in, Log out Facebook ควรใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะเครื่องที่ไม่ใช่เครื่องของตัวเอง

2016-04-05_2012

2016-04-05_2013

2015 Year in review

2015 Year in review ควบไตรมาส 1 ปี 2016

กว่าจะหาเวลาอัพเดทได้ ก็ปาเข้าไปเดือนเมษาเข้าให้แล้ว

สิ่งที่ได้ทำ

  • การงานเติบโตไปได้ดี ถึงแม้จะมีโอกาสดีๆ เข้ามาสม่ำเสมอ แต่ขอหยั่งรากลึกที่นี่ซะก่อน
  • ได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทเล็กๆ ปวดหัวเรื่องบัญชีจริงจัง
  • ดูแลเรื่องการเงินที่บ้านบ้างเล็กน้อย
  • ยื่นกู้ซื้อบ้าน ขอให้ผ่าน
  • สอบ Google AdWords Certificate ผ่านซะที

สิ่งที่พลาดและได้เรียนรู้

  • การบริหารทีมงาน เนื่องจากเติบโตมาจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงต้องเพิ่มทักษาความเป็นผู้นำ เป็นโค๊ชชิ่งให้มากขึ้น
  • การบริการการเงิน เรื่องใหญ่ ที่ต้องคิดได้แล้ว เพราะชีวิตดำเนินมาถึงเกือบครึ่งชีวิตแล้ว

เป้าหมายต่อไป

  • พัฒนาทีมงานให้รับมือกับลูกค้าใหญ่ๆ แคมเปญเจ๋งๆ มากขึ้น จะรู้อะไรคนเดียวไม่ได้ ทีมงานต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
  • พัฒนาตนเอง ภาษา ความเป็นผู้นำ และความเชี่ยวชาญเชิงลึกให้มากขึ้น